เอื้อนเอ่ยแบบนี้ว่า “บุคลิกภาพ นั้นสำคัญไหม” ท่านผู้อ่านคิดว่ามันสำคัญไหมครับ และถ้าไม่สำคัญทำไมถึงไม่สำคัญ และถ้าสำคัญทำไมต้องสำคัญ พูด งงๆ นะครับ
บุคลิกภาพนั้น เป็นความประพฤติที่แสดงออกมาด้วยความเคยชิน บางคนอาจจะมีนิสัยแตกต่างกันไป บางคนอาจจะมีบุคลิกภาพ พูดจาห้วนๆไม่สุภาพ โผงผาง กระโชกโฮกฮาก ไม่ฟังเหตุผล คำพูดสามารถทำให้วงแตกได้เลย ทั้งที่ลึกไปภายในนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นเลย บุคลิกภาพของบางคนเวลาพูดจาจะมีเสียงดัง แสดงท่าทางด้วยอารมณ์ และดูเหมือนอยู่ในความโกรธอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ความจริงก็ไม่ได้โกรธอีกนั้นแหละ
วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554
ปล่อยวางซะบ้าง วางไว้ที่พระยซู
ปล่อยวางซะบ้าง วางไว้ที่พระยซู
คุณเป็นคนหนึ่งไหมที่รู้สึกว่าตัวเองได้แบกภาระอันหนักอึ้ง และภาระที่แสนหนักจนแบกรับแทบไม่ไหว และเคยไหมที่เราก็ถามพระเจ้าว่า "พระองค์เจ้าข้าทำไมข้าพระองค์ถึงต้องแบกภาระนี้ ข้าพระองค์ไม่ไหวแล้วนะ"
ความรัก หรือการตัดสิน
ความรัก หรือการตัดสิน
จงลุกขึ้นจากหลุมกับดักเดี๋ยวนี้
วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554
คริสเตียน..ทุกเวลา
บทความหนุนใจ 26 เมษายน 2011
คำว่าคริสเตียน เป็นสิ่งที่เราถูกเรียกเมื่อเราตัดสินใจรับเชื่อพระเยซู เชื่อพระเยซูคือเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าและเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ทรงพลีกายตายบนไม้กางเขน และก่อนนั้นพระองค์ถูกเฆี่ยนยับทั้งตัว เพื่อรับเอาความบาปของเรา ไปไว้ที่ไม้กางเขนของพระองค์ วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554
งานรับใช้ไม่ใช่ภาระ แต่จะมีชัยชนะโดยพระคุณของพระเจ้า
คริสเตียนกับงานรับใช้เป็นอะไรที่คู่กัน เมื่อเป็นคริสเตียนเราต้องรับใช้ เราเองก็ต้องมีเป้าหมายในการรับใช้ตามของประทานทางใดทางหนึ่ง หลายคนไม่เข้าใจความหมายของการรับใช้ที่แท้จริง อะไรล่ะคืออุปสรรค์
ในงานคริสเตียนหลายงานบางครั้งทีมรับใช้ไม่ได้มีความแตกต่างจากโลกนี้เลย ขาดซึ่งความรักและขาดการควบคุมสภาวะทางด้านอารมณ์ บางครั้งการทุ่มเทรับใช้อย่างสุดใจ สละเวลาส่วนตัว เวลางาน ถวายสุดใจเพื่องานของพระเจ้า แต่ขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อันเป็นจุดประสงค์ของการรับใช้ และเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า สาเหตุส่วนมากมาจาก ความโกรธและการขาดความควบคุมอารมณ์
วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554
คริสเตียนกับเวลา
บทความหนุนใจ 21 เมษายน 2011
คุณผู้อ่านว่าการตรงต่อเวลาจำเป็นไหมสำหรับคริสเตียน ?สำหรับคริสเตียนแล้ว การเคร่งครัดเรื่องเวลาเป็นเรื่องของเนื้อหนังหรือไม่ ?
เราเองเมื่อพระเจ้าเรียกเราให้เป็นผู้นำ (ทุกคนคือผู้นำ) จำเป็นไหมที่ต้องตรงต่อเวลาและให้ความสำคัญหับเรื่องของเวลา ?
เราเองมีเสรีภาพ พระเจ้าให้เรามีเสรีภาพแน่นอน แต่พระคัมภีร์บอกว่าเสรีภาพที่ดีและถูกต้องคือเสรีภาพในพระองค์
1 โครินธ์ 10:23 เราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำได้นั้นเป็นประโยชน์ เราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำให้เจริญขึ้น
การใช้เสรีภาพตามใจตนเองโดยการละเลยเรื่องของเวลาไม่ใช่เสรีภาพแต่เป็นพันธนาการและบ่วงที่ดักคนคนนั้น
พระเจ้าพระองค์มีพระประสงค์ให้เราเป็นเหมือนดั่งพระองค์ เมื่อเราเป็นคริสเตียนชีวิตของเราจะค่อยๆเปลี่ยนแปลง พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสอนเรานำเรา เปลี่ยนเราจากคนใช้การไม่ได้ ให้เป็นคนใช้การได้ และค่อยๆเป็นเหมือนพระองค์ มีบุคลิกภาพที่สำแดงออกดั่งเช่นพระองค์
เราต้องไม่ใช้การตรงต่อเวลาเป็นเจ้านายและเราเป็นทาสกฎเกณฑ์ของการตรงต่อเวลา แต่เราต้องเห็นแก่พี่น้องเมื่อมีการรับใช้ร่มกัน คนที่มาตรงเวลาเขาเหล่านั้นคือผู้เสียสละ บางคนละทิ้งครอบครัวในการใช้เวลาร่วมกัน บางคนเลื่อนนัดหรือปฏิเสธนัดหมาย บางคนละงานบ้านงานเรือนมา บางคนลางานมาในเวลาที่จำกัด บางคนบากบั่นมุ่งหน้ามาจากที่ที่ไกลแสนไกลเพื่อมาให้ตรงเวลา
แต่หลายครั้งผู้นำที่เป็นคริสเตียนกลับละเลยในเรื่องของเวลาและมาไม่ตรงเวลา เลยเวลาไปหลายสิบนาที บ้างก็ครึ่งชั่วโมง แย่หน่อยก็เป็นชั่วโมงไปเลยก็มี และคนที่นั่งรอเขาสามารถทำอะไรได้อีกมากมายหลายอย่างแทนที่จะต้องมานั่งรอ บางคนอาจจะเบื่อหน่ายกับการผิดเวลาของผู้นำ จนไม่คิดอยากจะมาเร็วอีกต่อไป และกลับที่จะมาช้าเช่นเดียวกัน และผลเสียที่ตามมาคือ คริสตจักรจะเป็นคริสตจักรแห่งความเอื่อยเฉื่อย เมื่อผู้นำเป็นคนไม่รู้จักการบริการเรื่องของเวลา ไม่รู้จักที่จะปรับปรุงตัว ซ้ำร้ายิ่งไปกว่านั้น เขาเหล่านั้นบางคนรู้ตัวแต่ไม่สามารถจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นมาได้ หลายคนเริ่มที่จะบ่น หลายคนเริ่มที่จะนินทา หลายคนเริ่มตัดสิน และพูดถึงการไม่ตรงต่อเวลา และขาดสันติสุข แต่ก็ไม่กล้าพูดกันซึ่งๆหน้า นี่คือผลร้ายที่จะเกิดขึ้นในคริสตจักร อย่าคิดตื้นๆแค่ว่า ฉันมีเหตุผลของฉัน การมีเหตุผลสุดวิสัยเป็นเรื่องที่ให้อภัยได้ แต่การเป็นแบบนี้จนติดเป็นนิสัยและบุคลิกภาพ จนเป็นสัญลักษณ์ส่วนตัวนับว่าเป็นเรื่องที่อันตราย อย่าเป็นคนที่เห็นแก่ตัว แต่จงเห็นแก่พี่น้อง อย่าเป็นเหตุให้ตัวเองในฐานะผู้นำเป็นเหตุให้พี่น้องสะดุด
พระเจ้าพระองค์ไม่เคยล่าช้าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อและตรงต่อเวลาเสมอ คริสเตียนต้องเป็นคนที่มีวินัยด้วย
1 โครินธ์ 14:40
"แต่จงทำทุกสิ่งอย่างเหมาะสมและเป็นระเบียบ"
คริสเตียนต้องสะท้อนชีวิตที่เป้นพระเยซูน้อยๆ ที่อยู่ภายในเราออกมาเพื่อคนจะได้เห็นและสัมผัสและชื่นชม ไม่ใช่ชื่นชมเราแต่เขาจะชื่นชมพระเจ้าภายในเรา
จงเป็นคนที่คาดหวังได้ ดีกว่าที่จะเป็นคนที่ไม่มีใครคาดหวัง
คริสเตียนบางคนก็ไม่คิดว่าการตรงต่อเวลาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายวิญญาณ การพัฒนาบุคลิกภาพไม่ใช่แค่เรื่องตรงต่อเวลานั้นเกี่ยวกับนิสัยและวินัยโดยตรง
คนที่ไม่เปลี่ยนแปลงแม้เวลาล่วงเลยมานานนับสิบปีหรือหลายปี คือคนที่ไม่ยอมจำนนในเรื่องแบบนี้ และไม่ถ่อมใจที่จะยอมรับฟังและไม่เคยนำไปคิดและใคร่ครวญ หากเขากระทำดั่งที่กล่าวมา เขาจะเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่พยายามด้วยตัวเอง เมื่อใดที่ยอมจำนนและยอมรับในความสามารถอันน้อยนิดพระวิญญาณจะเปลี่ยนแปลงและช่วยเราไม่ว่าเรื่องอะไร
ผมเชื่อว่าการขาดวินัยในเรื่องนี้ เป็นวิญญาณตัวหนึ่งที่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด วิญญาณตัวนี้จะไม่สนใจในเรื่องของเวลา ดูเหมือนเป็นคนใจเย็น ไม่ร้อนรนในเรื่องของเวลา ไม่สนใจใคร แม้ทุกคนจะมีความหวังกับเขา
นัด 9.00 ก็จะมา 9.30-10.00
นัด 10.00 ก็จะมา 10.10-10.30
นัด 19.00 ก็จะมา 20.00 แบบนี้เป็นต้น คือขอให้ได้ช้าไว้ก่อน นี่เป็นวิญญาณที่ผูกมัดจริงๆ หลายครั้งก็เป็นเหตุสุดวิสัย และมากกว่า 80% ก็เป็นเรื่องที่โดนผูกมัด
โทษของการไม่ตรงต่อเวลา
1.กลายเป็นคนเกียจคร้าน คอยหาสาเหตุหลีกเลี่ยงงาน
2.เป็นคนผลัดวันประกันพรุ่ง
3.กิจกรรมหรือการงาน และชีวิตยุ่งเหยิง ไม่เป็นระเบียบ
4.กลายเป็นคนไม่ซื่อตรงต่อตนเอง
5.ทำให้ผิดนัด กิจกรรมหรืองานเกิดความเสียหาย
6.ไม่เป็นที่เชื่อถือของคนอื่น
ผมเชื่อว่าหลายคนที่อ่านบทความนี้ เป็นคนที่รักษาเวลาขอบคุณพระเจ้า แต่หลายคนก็อาจจะบกพร่องในจุดเหล่านี้ แม้ไม่มากแบบที่กล่าวมา แต่ก็อาจจะมีอยู่บ้าง เราต้องพัฒนาบุคลิกภาพของเราเองให้เป็นที่ถวายเกียรติพระเจ้า ซาตานต้องการทำลายและตั้งป้อมในความคิด และคนที่โดนผู้มัดด้วยวิญญาณเหล่านี้ก็มักจะเป็นกุญแจของซาตานที่จะทำลายสันติสุขของพี่น้องในคริสตจักรให้ขาดสันติสุข ขาดการชื่นชมยินดี และ เข้าสู่การนินทา ผมไม่ได้หมายถึงว่าคนคนนั้นเป็นซาตาน แต่ซาตานมักใช้จุดอ่อนของเขาโจมตีคริสตจักรโดยไม่รู้ตัว คนที่เข้มแข็งก็อาจจะผ่านจุดนี้ไปได้โดยการใช้ความรัก ความอดทนและการให้อภัย
ปัญหามันไม่ได้จบลงแค่การมาผิดเวลา แต่ปัญหามันจบลงที่บรรยากาศฝ่ายวิญญาณในการรับใช้จะอึมครึมไม่โปร่งใส
ข้าแต่พระเจ้าขอพระองค์ทรงเมตตาผู้รับใช้ของพระองค์ที่จะเปิดตาและเปิดใจยอมรับความอ่อนแอที่มียอมให้พระองค์เข้ามามีส่วนและเปลี่ยนแปลงในจุดอ่อนนี้ ขอพระองค์ทำลายป้อมของซาตานที่ตั้งป้อมผูกมัดเราไม่ว่าจะเรื่องตรงต่อเวลา และเรื่องวินัยอื่นๆ เพื่อเราจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไอ้ซาตานเราสั่งเอ็งในพระนามพระเยซูคริสต์ว่า เอ็งจงออกไปเดี๋ยวนี้ ในพระนามพระเยซู
อาเมน
และขอหนุนใจคนที่รักษาเวลาและตรงต่อเวลา เป็นสิ่งที่ดีแล้วแต่เราต้องไม่ให้สิ่งนี้เป็นรูปเคารพด้วยเช่นกัน จงสวมผลของพระวิญญาณ
กาลาเทีย [5:22] ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย
ไม่ว่าเรากำลังเผชิญสถานการณ์ใดก็ตาม จงมีความรักเพราะความรักเอาชนะได้ทุกสิ่ง
จงคงไว้ด้วยความปลาบปลื้มใจและสันติสุข เพราะเราไม่ได้รับใช้มนุษย์แต่เรารับใช้เพื่อถวายเกียรติพระเจ้า ใครหว่านสิ่งใดก็จะได้ในสิ่งนั้น
จงอดกลั้นใจ อดทนคือสิ่งที่เราต้องสวม ไม่บ่น ไม่ว่า ไม่นินทาและไม่ตัดสิน พระเจ้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์
ความปราณีความดีเท่านั้น จงแสดงความเมตตาเห็นเห็นใจเขาเหล่านั้นเพราะเขาถูกพันธนาการและน่าสงสารมากกว่า
ความสัตย์ซื่อ เท่านั้นจงสัตย์ซื่อแบบนี้ต่อไป อย่าเปลี่ยนแปลงและประพฤติตามคนที่ขาดวินัยและไม่ตรงต่อเวลา ซาตานมักล่อลวงเราให้สงสารตัวเองและติดกับดักมัน
จงสวมความสุภาพอ่อนน้อม การแสดงท่าทีไม่พอใจ และกระฟัดกระเฟียด ย่อมส่งผลที่ร้ายหนักเข้าไปอีก ถ้าเป็นงานรับใช้คุณทำให้พระเจ้าไม่ใช่มนุษย์ จงทำโดยสุดกำลังของเราเองเท่านั้นพอ
และรู้จักบังคับตน บังคับตนเองในทุกอย่าง กดและทุบตีเนื้อหนังให้อยู่หมัด ซาตานต้องการให้เราแตกความสามัคคีและขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
“อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำความดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเก็บ เกี่ยวในเวลาอันสมควร” กาลาเทีย 6 : 9
เปาโลหนุนใจให้เราทำดีต่อไปและเชื่อในผลที่ได้หว่านลงไป ในเวลาอันเหมาะสมเราจะได้เก็บเกี่ยว
ถ้าคิดจะรับใช้ อย่าเป็นคนที่ขาดวินัยในการไม่ตรงต่อเวลา เมื่อคนที่มานั่งคอยคุณสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้มากมาย บางคนยอมสละสิ่งที่สำคัญยิ่งเพื่อพระเจ้า จงอย่าให้สิ่งนี้เป็นนิสัย คำว่าสันดานไม่ใช้คำหยาบ แต่ความหมายของมันคือสิ่งที่ติดตัวมาและเป็นมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ก็ติดตัวเป็นนิสัย เมื่อมนุษย์ทุกคนเกิดมามีบาป และมีความบาป เมื่อเราตัดสินใจเชื่อในพระเจ้า สิ่งเหล่านี้เราต้องเชื่อว่ามันจะถูกกำจัดออกไป จงตัดสิ่งเหล่านี้ออกไป
ถ้าเราเป็นทหารของพระเจ้าในฝ่ายวิญญาณ เราก็ต้องเป็นทหารที่ดีในฝ่ายกายภาพด้วย คือมีนิสัยที่ตรงต่อเวลา ขอพระเจ้าอวยพระพร
ด้วยรักในพระคริสต์
ktm.worship
บทความที่เกี่ยวข้องhttp://missionkorat.blogspot.com/search?q=%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2
วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554
เหมือนดั่งสิ่งที่อยู่ใกล้
เคยได้ยินไหมครับว่าเมื่อเราอยู่ใกล้กับสิ่งไหน หรือคนคนไหน เราก็อาจจะมีบุคลิก ลักษณะนิสัยที่เหมือนกับคนคนนั้น และคนคนนั้นก็อาจจะมีบางอย่างที่เหมือนกับเรา ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง หรือคำพูดที่ออกมา
ในอดีตสิบกว่าปีที่ผ่านมา ผมเคยถูกห้ามจากพี่เลี้ยงในคริสตจักรว่า ไม่ควรไปไหนมาไหนกับเพื่อนๆที่กินเหล้าเมายา และเสพติดบุหรี่ ในสมัยนั้นไม่มีเกม ไม่มีคอมพิวเตอร์เหมือนสมัยนี้ (บ่งบอกอายุผู้เขียนนิดหน่อย) ผมมีเหตุผลที่แย้งมากมายว่า ทำไม เราจะคบเพื่อนไม่ได้ ไปไหนมาไหนกับเพื่อนๆไม่ได้ เรากลัวที่จะถูกล้อเลียนว่า ลูกแหง่ กลัวว่าไม่เจ๋งจริง ผมมีเหตุผลต่างๆว่าเราไปแต่เราไม่ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ หรือสูบบุหรี่ก็ได้นี่ เรามีจุดยืน และผมเองก็ไม่เชื่อฟังพี่เลี้ยงในตอนนั้น
เมื่อผมไปกับเพื่อนๆผมสั่งน้ำส้มมาดื่ม และนั่งดูเขาดื่มเขากินกันอย่างเมามัน เมื่อเราเข้าสู่อาณาจักรของความมืด พระวิญญาณที่อยู่ในเราเสียพระทัยและเตือนผมหลายครั้งแต่ผมเองไม่เชื่อ ผมเริ่มที่จะกินและดื่มเหล้าและเบียร์ เริ่มที่จะลองบุหรี่ สุดท้ายผมไม่ต่างจากคนเหล่านั้นเลย ผมเริ่มที่จะพูดจาหยาบคายแบบพวกเขา ผมเริ่มที่จะดูหนังมากแทนที่จะอ่านพระวจนะ ผมเริ่มที่จะหนีเรียนทั้งที่ไม่เคย ทั้งที่ผมเองได้เคยถูกเรียกว่าเรียบร้อย และน่ารักในคริสตจักร ความรู้สึกและสิ่งดีๆของผมถูกทำลายลงในตอนนั้นและผมเปลี่ยนไป แต่ในทางที่แย่ลง
แม้ผมจะเข้าสู่วงจรความมืดโดยที่ไม่เต็มใจหรือไม่อยากนัก แต่ความรู้สึกกลัวการไม่ยอมรับทำให้ผมเองได้เปิดช่องทางให้ความชั่วเหล่านั้น แม้คนที่ดีที่สุดเมื่อได้ลิ้มลองความชั่วร้าย และกว่าจะรู้ตัวก็เป็นทาสของมันไปแล้ว โยเซฟเองไม่ยอมเปิดช่องว่างให้ความชั่วนั้นและยอมโดนจองจำดีกว่าจะเปิดช่องให้กับความชั่วและความบาป
เปาโลเองก็ได้บอกทิโมธีให้ลบเลี่ยงและหนีความชั่วร้าย 2 ทิโมธี [2:22] ดังนั้นท่านจงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม และจงใฝ่ในทางธรรม ในความเชื่อ ความรัก และสันติสุขร่วมกับผู้ที่ออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์
บางครั้งการที่เราจะวิ่งหนีก็เป็นเหมือนคนที่ขี้แพ้ ขี้ขลาดเราอาจจะโดนล้อเลียนว่าตาขาว แต่คนที่มีสติปัญญาจากพระเจ้าย่อมต้องเข้าใจว่ากรหนีและหลบจากการทดลอง (การทดลองมาจากซาตาน) คือการกระทำที่กล้าหาญ ไม่ใช่ขี้ขลาด เราอาจจะประสบการทดลองที่ยากและเย้ายวนล่อลวงเรา จงหลีกหนีจากสถานการณ์นั้นที่จะกระตุ้นเราให้เกิดความปรารถนาที่จะกระทำบาปนั้น อย่าให้ภาพของการวิ่งหนีและยอมแพ้เป็นภาพของคนขี้ขลาดและทำให้เราก้าวเท้าเข้าไปเผชิญหน้ากับความบาป แต่การวิ่งหนีต่างหาก
คือชัยชนะที่แท้จริง
ในโรม 8:5-8 เราต้องเลือกว่าจะเป็นคนที่ยอมให้วิสัยบาปครอบงำหรือเป็นคนที่ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ หลายครั้งเราหลงอยู่ในประเภทแรก เมื่อเราเลือกใช้ชีวิตจดจ่อที่พระเจ้า เราต้องรู้ว่าอะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรที่ดียอดเยี่ยม ต้องรู้ว่าพระเยซูประสงค์ให้เราทำอะไร เมื่อพระวิญญาณเตือนเราจากภายในจงเชื่อฟังและทำตาม
กาลาเทีย [5:16] แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง
กาลาเทีย [5:17] เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาทำจึงกระทำไม่ได้
เมื่อเราดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณพระเจ้าองค์บริสุทธิ์จะชี้ทางถูกต้องให้เรา เราเองมีเสรีภาพที่จะเลือก แต่พระวจนะบอกว่า อย่าใช้เสรีภาพในการปล่อยตัวตามวิสัยบาป การทำบาปความจริงไม่ใช่เสรีภาพ แต่เป็นการถูกพันธนาการต่างหาก
จงใช้ชีวิตใช้ชีวิตทุกวันโดยให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเรา เมื่อเรายอมจำนน ฤทธิ์เดชของพระเจ้าจะควบคุมตัณหาของเรา เราต้องเข้าใจว่า ร่างกายของเราเป็นพระวิหารของพระเจ้า และพระวิหารย่อมไม่รับและต่อสู้กับความบาป
กฎของการหว่านเมื่อเราหว่านอะไรเราก็ได้สิ่งนั้น ถ้าเราหว่านความบาปเราเองก็จะเก็บเกี่ยวเอาความบาป
เราควรอยู่ใกล้สิ่งไหนมากกว่ากัน ดาวิดเองปรารถนาอยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้าตลอดวันคืน เพื่อติดสนิทกับพระเจ้า พระเจ้าต้องการความสัมพันธ์สนิทกับเราไม่ใช่เพราะพระองค์ขี้เหงาหรือไม่มีเพื่อน หรือต้องการการยอมรับแต่พระองค์เองต้องการความสัมพันธ์ที่สนิทของเรา ต้องการหัวใจของเรา เพื่อที่เราเองจะไม่ต้องอยู่ใกล้กับโลกและซึมซับเอาความบาปความเสื่อมโทรมที่ตกต่ำลงไปทุกๆวัน พระองค์ต้องการให้เราเป็นดั่งพระองค์ เป็นเหมือนพระองค์เมื่ออยู่ใกล้กับพระองค์
เอเฟซัส [5:1] เหตุฉะนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า ให้สมกับเป็นบุตรที่รัก
ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีเพื่อนหรือคบใครไม่ได้เลย แต่การปฏิเสธต่อความบาป และสิ่งที่ไม่สมควรคือสิ่งที่เราต้องกล้ายืนหยัด ถ้าเขานำเราเพื่อจะให้เข้าสู่ความบาป ไม่ว่าจะเป็นการนินทา พูดจาตัดสิน กินเหล้าเมายา เสพยา ล่วงประเวณี คำหยาบคายต่างๆที่หลุดออกมา คริสเตียนหลายคนพูดคำหยาบคาย คำพูดที่ไม่สมควร ทำสิ่งที่ไม่สมควรต่างๆ พระคัมภีร์บันทึกชัดเจนว่า เอเฟซัส [5:7] เหตุฉะนั้นท่านอย่าคบหาสมาคมกับคนเหล่านั้นเลย เราสามารถเป็นเพื่อนกันได้รู้จักกันได้ แต่ต้องไม่ให้เขามามีอิทธิพลเหนือเรา
ตอนนี้ผ่านมาเป็นสิบปี คนเหล่านั้นไม่ได้มีอิทธิพลต่อผมแล้ว เพราะผมมีพ่อกับแม่ที่รักพระเจ้าอย่างสุดใจ ทุ่มเทสุดๆ และอยู่ในทางของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าที่ผมมีแบบอย่างที่ดีและผมได้ซึมซับจนเหมือนท่านทั้งสอง เมื่อเราใช้เวลากับพระเจ้า อ่านพระวจนะ อธิษฐานและนมัสการ นี่เป็นอาวุธที่จะใช้ต่อสู้กับเนื้อหนังความบาป พระเยซูเป็นแบบอย่างที่ดี พระองค์ไม่มีบาป พระองค์บริสุทธิ์ ความบาปและซาตานพ่ายแพ้พระองค์อย่างหมดรูป เมื่อเราใกล้ชิดและสนิทกับพระองค์ เป้าหมายสูงสุดของพระเจ้าในชีวิตของเราคือการทำให้เราเป็นเหมือนพระคริสต์ ชีวิตคริสเตียนเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นเหมือนพระ
คริสต์มากขึ้นเรื่อยๆ 1 ยอห์น 3:2
ขอบคุณพระเจ้า
Ktm.worship
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
บัญญัติ 10 ประการ ในพันธสัญญาใหม่ ในบัญญัติ 10 ประการนั้น หลายคนบอกว่าธรรมบัญญัติเดิมจบไปแล้ว พระเยซูมาทำแทนแล้ว เราไม่ต้องทำแล้ว แต่...
-
อักษรฮีบรู Chet (เฆท) chet เป็นตัวอักษรฮีบรูที่มีค่าเท่ากับ 8 ตัวอักษร ח Chet ออกเสียงว่า "khhet" ด้วยเสียงที่ออกมาจากลำคอ ภ...
-
รื้อฟื้นการนมัสการแบบดาวิด ภายในคุณขึ้นมาใหม่ ถ้าเราพูดถึงการนมัสการและการสรรเสริญ แน่นอนเลยทีเดียว หลายคนชอบการนมัสการอย่างมาก แต่จะมี...






