วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554
ความยุติธรรมที่แท้จริง
เคยคิดไหมครับว่า เมื่อใดที่เราต้องอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก หรือช่วงวิกฤติของชีวิต หรืออยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่าทางแคบนั้น เรามักคิดว่า ทำไมไม่มีความยุติธรรมเลย หลายคนอาจจะมีคำถามที่ถามพระเจ้าเช่นนั้น และหลายคนก็อาจะน้อยใจพระเจ้าอยู่ก็ได้
เส้นทางของคริสเตียน หลายคนประกาศและเป็นพยานว่ามาหาพระเจ้าสิ พระเจ้าอวยพรอย่างนั้นอย่างนี้ พระเจ้าอวยพรเรื่องการเงิน การงาน ความจริงแล้วพระในโลกก็ให้ในสิ่งเหล่านี้ได้ แต่พระเจ้ามีอะไรที่พิเศษกว่านั้นมากนัก
เส้นทางของคริสเตียน ไม่ใช่การปูหนทางด้วยพรมสีแดง เลิศหรูดูดี เหมือนประกาศผลรางวัลออสก้า ที่เดินไปบนพรมสีแดง มีชื่อเสียงและอำนาจบารมี คริสเตียนจำนวนมากแสวงหาพระหัตถ์ของพระเจ้าเท่านั้นโดย คือคอยและขอแต่พระพรและการอวยพระพรจากพระเจ้าเพียงอย่างเดียว แต่ไปไม่ถึงพระพักตร์ของพระองค์ นั่นคือความจริงของพระเจ้า และการเข้าสู่ความสัมพันธ์สนิทกับพระองค์
“บทเพลงหนึ่งร้องว่า ข้าไม่ได้หาพระหัตถ์ แต่แสวงหาพระพักตร์ อยากรู้จักพระองค์ ต้องการพบพระองค์”
พระเจ้าต้องการหัวใจของเรามากกว่าเครื่องบูชาอื่นใด หลายครั้งที่ความคิดจอมปลอมมักลวงเราให้คิดว่า ทำไมชีวิตไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย เราเป็นผู้ที่ตั้งใจรับใช้ เราทุ่มเททุกอย่างเพื่อพระเจ้า เราอธิษฐานทุกวัน เราอ่านพระคัมภีร์ทุกวัน เราทำหลายสิ่งดั่งที่เจ้าเจ้าสอนและให้เราเดินตาม ดั่งพระคัมภีร์บอกว่า จงเลียนแบบพระเจ้า ข้าแต่พระเจ้า แต่ทำไมชีวิตข้าพระองค์เป็นเช่นนี้…
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราเองก็มักมองดูพี่น้องและผู้คนรอบกายของเรา ที่ดำเนินชีวิตแบบโลก และไม่มีชีวิตที่แตกต่างจากโลกนี้เท่าใดนัก มาคริสตจักรทำตัวอีกแบบ ต่อหน้าพี่น้องทำตัวอีกแบบ แต่เมื่อลับหลัง ไม่ได้มีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากโลกนี้เลย ยังกินยังดื่ม ยังคดโกงไม่สัตย์ซื่อ ยังนินทาว่าร้ายใส่ความเพื่อนบ้าน หน้าซื่อใจคด พูดอย่างทำอย่าง พูดดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น … ทำไมคนเหล่านี้กลับมีชีวิตที่ดี เจริญ มั่งมี เรากลับเฝ้ามองดูเขาเหล่านี้ด้วยความอิจฉาหรือไม่ …?
!! มันไม่ยุติธรรมเลยใช่ไหม สิ่งดีที่เราทำสูญเปล่าไปไหม !! เราอาจกำลังถูกโจมตีด้วยความรู้สึกแบบนี้
แต่อย่าให้เราถูกหลอกเลย เมื่อเราเฝ้าดูคนเหล่านี้ก็เป็นการเสียเวลาเปล่า พระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์และยุติธรรม พระเจ้าไม่ลืมสิ่งที่เราทำไว้ และจดไว้ในบันทึกของพระองค์แน่ การแก้แค้นนั้นเป็นของพระเจ้า การพิพากษาก็เป็นของพระองค์ ไม่ใช่หน้าที่ที่เราต้องวิเคาระห์ โลกนี้มักสอนมนุษย์ว่า ทำดี ทำบุญเพื่อจะแลกกับสิ่งดีๆที่จะได้ พระคัมภีร์ตอนหนึ่งบอกว่า หว่านสิ่งใดก็ได้ในสิ่งนั้น และผู้หว่านมากก็จะเก็บเกี่ยวได้มาก
สดุดี 73 ได้บรรยายลักษณะเช่นนี้ไว้ด้วย ผู้เขียนก็มีความรู้สึกน้อยใจไม่แตกต่างไปจากเราเท่าใดนัก จึงได้บรรยายไว้ว่า เหล่าคนอธรรมรุ่งเรืองได้อย่างไร ข้าพเจ้ารักษาใจให้สะอาดและมือให้บริสุทธิ์ ก็เปล่าประโยชน์ ผู้เขียนมีความรู้สึกไม่แตกต่างในช่วงเวลาที่อ่อนแอ
แต่ท่านไม่หยุดและแช่อยู่แบบนั้น ท่านได้หันหลังกลับจากความคิดเดิมๆ ที่เคยมี ..และลองหันกลับไปนับพระพรที่ผ่านมาดูสิ มันเป็นสิ่งยอดเยี่ยมจริงๆ พระคัมภีร์ตอนหลังได้บันทึกว่า แล้วข้าพระองค์จึงพิเคราะห์เห็นปลายทางของเขาทั้งหลาย
เราเองจึงต้องมีมุมมองแบบพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงเปิดเผยแก่เรา มองแบบที่พระเจ้ามอง ดูแบบที่พระเจ้าดู รู้ถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าที่สุดจะหยั่งถึงและล้ำลึกนัก แผนการของซาตานนั้นซับซ้อน ความคิดของโลกนี้เมื่อเทียบกับสติปัญญาของพระเจ้ามันก็เพียงผิวเผิน เพราะแผนการของพระเจ้าคือแผนการซ้อนแผนการของซาตานและมักตลบหลังซาตานอยู่เสมอ เมื่อเรายอมให้ความคิดที่คิดว่าทำตามน้ำพระทัยแล้วเราไม่ได้รับความยุติธรรมเมื่อความคิดแบบนี้และควารมอิจฉา ความสงสัยเข้ามาเมื่อไหร่ เมื่อใดที่เรายอมให้ความคิดแบบนี้ควบคุม และเปลี่ยนไปจากจุดยืนเดิม นั่นคือความพ่ายแพ้และชัยชนะของซาตาน แต่เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ยอมแพ้ อดทนเพียรรอคอย มีจุดยืนและความเชื่อที่มั่นคงแม้โลกนี้จะมองเราเป็นเช่นไร แม้คนต่างๆจะดูถูกเราเพียงไหน นั่นคือชัยชนะของพระเจ้าและของเราด้วย อย่าตีค่าความไม่ยุติธรรรมคือทรัพย์สินเงินทอง ของมีค่า หรือความสุขต่างๆ เพราะเมื่อเราบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เมื่อเราโน้มตัวออกไปข้างหน้า จุดหมายชัยชนะก็รอเราอยู่ มุมมองของเราต้องเปลี่ยนไปไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนก็ตาม
ดังนี้เองอาสาฟจึงได้บรรยายในสดุดี 73 ว่า ทำไมความไม่ยุติธรรมปล่อยให้คนอธรรมรุ่งเรืองขึ้นมาขณะที่คนชอบธรรมต้องอยู่ในความยากลำบาก เมื่อมีความคิดเช่นนี้สิ่งที่เราต้องระมัดระวังคือ
สิ่งที่ต้องระวัง!
- เมื่อคนอธรรมเจริญก้าวหน้า คนชอบธรรมต้องไม่มีความสงสัยในความชอบธรรมที่ก้าวเดินมา ต้องไม่สงสัยในความดีที่ทำ ต้องไม่สงสัยในน้ำพระทัยของพระเจ้า ต้องละทิ้งความคิดที่ว่า เราทำดีไปเพื่ออะไร?
- ความเจริญรุ่งเรืองของคนอธรรมมักจะชักจูงให้คนชอบธรรมออกมาจากความชอบธรรม เพื่อมาเป็นคนอธรรม เข้าสู่สิ่งชั่ว และตัณหากิเลสของโลกนี้
,เมื่อเราต้องประสบความทุกยาก มันก็เพียงเล็กน้อยบนโลกใบนี้ ชั่วครู่ชั่วคราว บนโลกใบนี้ พระเจ้าย่อมมีแผนการบางสิ่งบางอย่าง เมื่อเรามีปัญหาสุขภาพ เราต้องเชื่อในการช่วยกู้ของพระองค์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะมีค่าอะไรเมื่อเราจากโลกนี้ไป สิ่งของในโลกนี้ก็ย่อมหมดความหมาย สิ่งที่จะติดตามเราไปต่อหน้าองค์ผู้พิพากษาคือ ความชอบธรรม และความอธรรมต่างหาก และเมื่อนั้นคนอธรรมจะอิจฉาเรา จะอยากได้ในสิ่งที่เราอยากจะได้แบบถาวรนิรันดร์
เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน เพราะว่าการทุกข์ยากเล็กๆน้อยๆของเรา ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้ เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่ แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์
2 โครินธ์ 4:16-18
ถ้าเราได้อ่านคำอุปมาเรื่อง เศรษฐีกับลาซารัตส ใน ลูกา 16:19-31
เราจะมั่นใจได้ในความยุติธรรมแน่นอน เพียงเราเข้าอยู่ในความสัมพันธ์หน้าต่อหน้ากับพระเจ้าพระบิดาของเรา เราจะได้ยินเสียงของพระองค์ รู้น้ำพระทัยในชีวิต อาสาฟเองที่เขียนสดุดีในตอนนี้ไม่เข้าใจจนกระทั่งได้เข้าสู่การนมัสการ การนมัสการนี่เองที่จะนำเราเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบหน้าต่อหน้ากับพระเจ้า เข้าสนิทกับพระองค์ นี่เป็นความจริงของพระเจ้า พระองค์พอพระทัยการนมัสการที่ออกมาจากภายในของเรา
เราอาจจะละทิ้งความเชื่อในท่ามกลางปัญหามากมายในชีวิต เมื่อตาของเราจับจ้องอยู่ที่ความเจริญรุ่งเรืองของคนอธรรม เราต้องละสายตาออกจากเป้าหมายนั้น และเบนสายตามาที่พระเจ้า
ถ้าท่านกำลังตกในสภาพเช่นนี้ จงเริ่มที่จะรื้อฟื้นความเชื่ออีกครั้ง พระเจ้าจะไม่ปล่อยให้เราต้องล้มลง เมื่อใกล้ชิดพระองค์ คำปรึกษาของพระองค์ก็มีชัยชนะเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้มีค่ามากไปกว่าพระเจ้า
ไม่มีสิ่งใดในโลกที่น่าปรารถนามากไปกว่าพระเจ้า
แม้เขาจะทำสิ่งใดก็ตามที่เดินในทางอธรรม และดูเหมือนว่าทำไมเขายังเจริญรุ่งเรือง ทำไมเขายังได้สิ่งดีๆ ทำไมเขายังมีชื่อเสียงเกียรติยศ เราเห็นคำพูดและกำพืดเขาหมด แต่หน้าฉากเขาทำตัวชอบธรรม แต่ข้างในเขาแย่และเน่าแฟะ … หยุดที่จะคิดมากไปกว่านี้ เพราะพระคัมภีร์บันทึกว่า แม้ดูเหมือนคนชั่วจะเจริญรุ่งเรือง แต่พระเจ้าได้วางเขาไว้ในที่ล่อแหลม เขาจะถูกกวาดล้างไปโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า สุดท้ายแล้วคนชั่วจะต้องล้มลงจากความเจริญรุ่งเรืองที่พวกเขาภูมิใจโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย
สดุดี 49
ดูก่อนชาติทั้งหลาย จงฟังข้อความนี้ ชาวพิภพทั้งปวงเอ๋ย จงเงี่ยหูฟัง
ทั้งผู้น้อยผู้ใหญ่ ทั้งเศรษฐีและคนจนด้วยกัน
ปากของข้าพเจ้าจะเผยปัญญา การภาวนาของจิตใจข้าพเจ้าคือความเข้าใจ
ข้าพเจ้าจะเอียงหูฟังสุภาษิต ข้าพเจ้าจะแก้ปริศนาของข้าพเจ้าให้เข้ากับเสียงพิณเขาคู่
ทำไมข้าพเจ้าจึงกลัวในคราวทุกข์ยากลำบาก เมื่อความบาปชั่วแห่งผู้ข่มเหงล้อมตัวข้าพเจ้า
คนผู้วางใจในทรัพย์ศฤงคารของตัว และอวดอ้างความมั่งคั่งอันอุดมของตน
แน่ทีเดียวไม่มีคนใดไถ่พี่น้องของตนได้ หรือถวายค่าชีวิตของเขาแด่พระเจ้า
เพราะค่าไถ่ชีวิตของเขานั้นแพงและไม่เคยพอเลย
ที่เขาจะมีชีวิตเรื่อยไปเป็นนิตย์ และไม่ต้องเห็นปากแดนผู้ตาย
เออ เขาจะเห็นว่า ถึงปราชญ์ก็ยังตาย คนโง่และคนโฉดก็ต้องพินาศเหมือนกัน และละทรัพย์ศฤงคารของตนไว้ให้คนอื่น
หลุมศพของเขาเป็นบ้านของเขาเป็นนิตย์ เป็นที่อยู่ของเขาทุกชั่วชาตพันธุ์ ถึงเขาเคยเรียกที่ดินของตัวตามชื่อของตน
มนุษย์จะคงชีพในยศศักดิ์ของตนไม่ได้ เขาก็เหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่พินาศ
นี่คือเคราะห์ของบรรดาคนที่มีความเชื่อเขลาคือที่สุดปลายของคนเหล่านั้นที่พอใจอยู่กับส่วนของตน
ดังแกะ เขาถูกกำหนดไว้ให้แก่แดนผู้ตาย มัจจุราชจะเป็นเมษบาลของเขา คนเที่ยงธรรมจะมีอำนาจเหนือเขาทั้งหลายในเวลาเช้าและรูปร่างของเขาจะเปื่อย สิ้นไป แดนผู้ตายจะเป็นบ้านของเขา
แต่พระเจ้าจะทรงไถ่จิตวิญญาณของข้าพเจ้าจากฤทธานุภาพของแดนผู้ตาย เพราะพระองค์จะทรงรับข้าพเจ้าไว้
ท่านอย่ากลัว เมื่อผู้หนึ่งมั่งมีขึ้นเมื่อศักดิ์ศรี {หรือ ความมั่งคั่ง} ของบ้านของเขาเพิ่มขึ้น
เพราะเมื่อเขาตาย เขาจะไม่เอาอะไรไปเลย ศักดิ์ศรีของเขาจะไม่ลงไปตามเขา
แม้ว่าเมื่อเขาเป็นอยู่ เขานับว่าตัวเขาสุขสบายและแม้ว่าเขาได้รับคำสรรเสริญเมื่อเขาทำตัวเขาให้มั่งคั่งแล้ว
เขาจะไปอยู่กับพวกบรรพบุรุษของเขา ผู้ซึ่งจะไม่เห็นความสว่างอีก
มนุษย์จะคงชีพในยศศักดิ์ของตนไม่ได้ เขาก็เหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่พินาศ
- ทุกสิ่งในโลกล้วนไร้ประโยชน์ ความร่ำรวย เย่อหยิ่ง ชื่อเสียง ไม่ว่าเราจะจน รวยมั่งมี ขัดสน สิ่งที่เหมือนกันคือ เมื่อจากโลกนี้ไปก็ทิ้งทุกอย่างไว้ในโลก เศรษฐีกับลาซาลัสก็ไม่ต่างกันเลย เขาทิ้งทุกอย่างไว้ในโลกนี้ และไปเฝ้าพระเจ้าเพียงมือเปล่า ทรัพย์ที่ติดตัวไปคือ ความชอบธรรมคือมรดกนิรันดร์
การจะมีทรัพย์สมบัติมากนั้น เราต้องเชื่อวางใจในพระเจ้า มุ่งมั่นที่จะเชื่อฟังพระองค์ มุ่มมั่นคือการไม่ย่อท้อแม้ยากลำบากเพียงไร จงสำรวจการลงทุนของเราตอนนี้กันดีกว่าที่เราจะนั่งคิดถึงความเจริญรุ่งเรืองของคนอธรรม
ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกคน
ขอพระเจ้าเสริมกำลังทุกท่าน
ขอบพระคุณพระเจ้า
Ktm.worship
ปล.ขออภัยถ้าไม่มีการเรียบเรียง
วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
เมื่อไหร่จะถึงจุดหมาย
เคยไหมครับที่เราต้องเดินทางเป็นเวลาไกลๆ และสิ่งที่เราจดจ่อที่สุดคือเมื่อไหร่จะถึงจุดหมายสักทีหนอ ? เป็นคำถามที่เราต้องการคำตอบใช่ไหม
ผมเคยเดินทางไกลหรือไปค่ายอนุชน หรือต้องนั่งรถไกลๆ ไปอมก๋อยที่เชียงใหม่ ระหว่างทางดูช่างแสนยาวไกลนัก ผมคิดถึงจุดหมายอย่างเดียวว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดหมายสักที ผมถามคนที่เคยไปว่าอีกนานไหมกว่าจะถึง เพราะผมต้องพบอุปสรรคมากมาย ทั้งตะคริว ทั้งเหน็บชา ทั้งเมารถจะอาเจียน ปวดหัว ไม่สบายตัวเอาเลย ผมไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดหมาย
แต่คำหนึ่งที่พี่น้องคนหนึ่งในรถพูดแซวเล่นขึ้นมาในรถเชิงปลอบใจว่า อีกแป๊บเดียว ให้ร่างกายปรับสภาพไปก่อน .. ใช่ผมคิดได้แล้ว ร่างกายต้องปรับสภาพ ถ้าอยู่ๆผมไปอยู่บนอมก๋อยที่มีอากาศหนาว หรือความกดอากาศที่แตกต่างผมอาจจะไม่สบายก็ได้
ครั้งหนึ่งระหว่างสอนเด็กที่คริสตจักร เด็กบางคนบอกว่าโตขึ้นเขาอยากเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ และเชื่อได้เลยว่าเขาก็ต้องรอคอยว่าเมื่อไหร่เขาจะไปถึงสิ่งที่เขาฝันอยากจะเป็น
หลายครั้งเราอาจจะเป็นเช่นนั้น เราอาจจะอยากมีเป้าหมายหลายสิ่งหลายอย่าง ที่เราอยากไปให้ถึง เมื่อเราเป็นคริสเตียน เราได้ถูกนำออกมาจากถิ่นทุรกันดารที่เราเคยอยู่ และเราก็มักจัดการเป้าหมายด้วยตัวเองว่าอยากไปสู่จุดนั้นจุดนี้ แต่พระเจ้า พระองค์เจ้าชีวิตของเราพระองค์ทรงมี ตำแหน่ง และจุดหมายที่เหมาะสมให้กับเราแล้ว ซึ่งเกินความเข้าใจของเรา
ใน เฉลยธรรมบัญญัติ 8:2
ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงทางซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงนำท่านอยู่ใน ถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปี เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และทดลองให้ทราบว่าจิตใจของท่านเป็นอย่างไร ดูว่าท่านจะรักษาพระบัญญัติของพระองค์หรือไม่
ประชาชนอิสราเอลพร่ำถามโมเสสผู้ที่พระเจ้าทรงใช้ให้นำเขาออกมาจากอียิปต์ว่า เมื่อไหร่จะถึงสักที ? ก่อนนี้เขาเป็นทาสในอียิปต์ แต่พระเจ้าใช้โมเสสมาบอกเขาว่าจะนำพวกเขาเข้าสู่แผ่นดินที่มีน้ำนม และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์
อพยพ 3:8
เราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอดจากมือชาวอียิปต์ และนำเขาออกจากประเทศนั้น ไปยังแผ่นดินที่อุดมกว้างขวาง เป็นแผ่นดินที่มีน้ำนม และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ คือไปยังที่อยู่ของชาวคานาอัน คนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส
แทนที่เขาจะใช้เวลาเพียง 11 วัน แต่เขาต้องใช้เวลา 40 ปี ไม่ใช่เพราะพระเจ้ากลั่นแกล้งพวกเขา แต่เพราะพวกเขายังไม่พร้อม และเอาแต่พร่ำบ่น ต่อว่า ขาดความเชื่อ และถามแต่ว่าเมื่อไหร่จะถึง เขาจดจ่อแต่ที่พระคุณ แต่ไม่ใช่พระเจ้า และแผ่นดินนั้นก็เปรียบเสมือนรูปเคารพของเขานั่นเองที่เขาจดจ่อ
แต่พระเจ้ามีเหตุผลบางอย่าง เพราะจากการเป็นทาสอยู่หลายร้อยปีในอียิปต์ การที่พวกเขาเป็นทาสอยู่ 400 ปีในอียิปต์นั้น ประชากรชาวอิสราเอลต้องได้รับการปรับสภาพเพื่อเข้าสู่แผ่นดินใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ พวกเขาต้องได้รับการปรับสภาพหัวใจ และความคิด ซึ่งพระเจ้าให้เขาได้เรียนรู้ในถิ่นทุรกันดาร เขาต้องเรียนรู้การเชื่อฟัง และละทิ้งพระเดิมๆที่ติดมาจากอียิปต์
ย้อนไปที่อียิปต์ในสมัยนั้น อียิปต์เต็มไปด้วยพระรูปเคารพต่างๆมากมาย อยากร่ำรวยก็มีพระหนึ่ง อยากทำอะไรที่เจริญขึ้นก็จะมีพระประจำ และสนองตัณหานั้นๆ และเมื่อนิสัยแบบนี้ติดไปที่อิสราเอล เมื่อโมเสส เสนออิสระและการปลดปล่อยให้พวกเขาเป็นไท เข้าสู่แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ พวกเขาก็ไม่ลังเล ที่จะต้อนรับพระอีกหนึ่งพระเข้ามาสู่พวกเขา โดยที่ไม่ได้ล่ะทิ้งพระเดิมๆ ไปเสีย ..
ถ้ายังจำได้ ในระหว่างถิ่นทุรกันดาร เมื่อใดที่พระเจ้าไม่ตอบสนองความต้องการของพวกเขา พวกเขาก็หันไปหารูปเคารพทุกครั้งไป ..และนิสัยแบบนี้แหละที่ต้องการการปรับสภาพ
เราเองบางครั้งเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เราเหมือนว่าทำไมไปไม่ถึงไหนสักที เหมือนเดินเป็นวงกลม วนไปวนมา เป็นเขาวงกต เราอาจจะได้รับถ้อยคำ หรือคำเผยพระวจนะ หรือพระวจนะจากพระคัมภีร์ที่ยืนยัน แถมด้วยพระสัญญามากมาย ที่ ศิษยาภิบาลย้ำนักย้ำหนาว่าพระสัญญาคือถ้อยคำที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทำไมชีวิต ถึงไม่เป็นตามที่พระเจ้าสัญญาจะช่วย คำถามเดิมก็คือ
“พระเจ้า เมื่อไหร่จะถึง” ต้องรออีกนานสักแค่ไหน
พระเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับพระสัญญาแค่นั้น แน่นอนพระองค์ไม่มุสา แต่พระเจ้าต้องการปรับสภาพเราเสียก่อนที่จะเข้าไปสู่แผ่นดินใหม่ แทนที่จะดีและมีความสุข แต่อาจจะเป็นตัวทำร้ายเราเองก็ได้ พระเจ้าต้องการทดสอบเราก่อนว่าเราพร้อมหรือยัง
ถ้าเราดูใน โยชูวา 5
ในตอนนั้นชนชาติอิสราเอลรุ่นก่อน คือผู้ที่ออกมาจากอียิปต์ รุ่นนั้นได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว เพราะเขาไม่ผ่าน ดื้อดึงจนถึงที่สุด แต่พระเจ้ายังทรงพระคุณในชนรุ่นต่อมา ซึ่งมีโยชูวาเป็นผู้นำ พระเจ้าได้ให้อิสราเอล แสดงเครื่องหมายของการเปลี่ยนสภาพ คือการเข้าสุหนัต
พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า จงลับหินเป็นมีด เพื่อเข้าสุหนัตให้ ชนชาติอิสราเอล
เนื่องจากคนที่เกิดในถิ่น กันดาร ระหว่างเดินทางจากอียิปต์ ยังไม่เข้าสุหนัต
(การเร่ร่อน ของอียิปต์ผู้ชายที่อยู่ในวัยออกรบได้ ตายหมดแล้ว)
ชายอิสราเอลต้องทำพิธีเข้า สุหนัต เพื่อเป็นเครื่องหมาย ของพันธสัญญา
ระหว่างเขาและพระเจ้า แต่พิธีเข้าสุหนัตไม่ได้มีการปฏิบัติ ในระหว่างการอพยพในถิ่นทุรกันดารเมื่ออิสราเอลเตรียมที่จะทำ สงครามกับชาติต่างๆของคานาอัน พระเจ้าจึงบัญชาให้เขาเข้าสุหนัต
ชีวิตของเราต้องแสดงเครื่อง หมายของการเปลี่ยนแปลงอย่ากลัว มีด แห่งพระวจนะของพระเจ้าขณะที่กำลังทำเครื่องหมายในชีวิตของเราตำหนิของอียิปต์ คือความบาป จะต้องถูกนำออกไป เมื่อพระเจ้าเฉือนบางสิ่งบางอย่างออกไป
ไม่ว่าคุณจะรอคอยสิ่งใดก็ตาม ที่พระเจ้าต้องการมอบให้คุณ และมันดูเหมือนเนิ่นนานเหลือเกิน อย่าถามคำถามที่ว่าอีกนานแค่ไหน เราต้องรู้ว่าพระเจ้าให้ความสำคัญกับการเดินทางแต่ละย่างก้าวของเราด้วย ระยะทางแต่ละก้าวล้วนเป็นแผนการ และบทเรียนทดสอบจากพระเจ้า จงสวมความอดทน และถ่อมใจลง มีความเชื่อ ที่จะเชื่อฟังพระเจ้า และมั่งคงเข้าไว้ เมื่อเราคิดว่ามันเนิ่นนานเกินไปแล้ว นั่นแหละ สภาพเดิมๆของเราจะถูดเปิดเผยออกมา และช้าก่อน หยุดก่อนอย่างพึ่งเดินต่อไป รอให้มีดของพระองค์คือ
“มีด แห่งพระวจนะของพระเจ้าขณะที่กำลังทำเครื่องหมายในชีวิตของเรา
ตำหนิของอียิปต์ คือความบาป จะต้องถูกนำออกไป เมื่อพระเจ้าเฉือนบางสิ่งบางอย่างออกไป”
จงเดินทางด้วยการดำเนินชีวิตในพระวจนะ เชื่อฟังและทำตาม เราอาจจะไม่ต้องถามใครเลยว่า เมื่อไหร่จะถึง เพราะเราอาจะจะถึงจุดหมายใน 11 วัน ไม่ใช่ 40 ปี
ขอพระเจ้าอวยพระพร
ขอบคุณพระเจ้า
Ktm.worship
ผมเคยเดินทางไกลหรือไปค่ายอนุชน หรือต้องนั่งรถไกลๆ ไปอมก๋อยที่เชียงใหม่ ระหว่างทางดูช่างแสนยาวไกลนัก ผมคิดถึงจุดหมายอย่างเดียวว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดหมายสักที ผมถามคนที่เคยไปว่าอีกนานไหมกว่าจะถึง เพราะผมต้องพบอุปสรรคมากมาย ทั้งตะคริว ทั้งเหน็บชา ทั้งเมารถจะอาเจียน ปวดหัว ไม่สบายตัวเอาเลย ผมไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดหมาย
แต่คำหนึ่งที่พี่น้องคนหนึ่งในรถพูดแซวเล่นขึ้นมาในรถเชิงปลอบใจว่า อีกแป๊บเดียว ให้ร่างกายปรับสภาพไปก่อน .. ใช่ผมคิดได้แล้ว ร่างกายต้องปรับสภาพ ถ้าอยู่ๆผมไปอยู่บนอมก๋อยที่มีอากาศหนาว หรือความกดอากาศที่แตกต่างผมอาจจะไม่สบายก็ได้
ครั้งหนึ่งระหว่างสอนเด็กที่คริสตจักร เด็กบางคนบอกว่าโตขึ้นเขาอยากเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ และเชื่อได้เลยว่าเขาก็ต้องรอคอยว่าเมื่อไหร่เขาจะไปถึงสิ่งที่เขาฝันอยากจะเป็น
หลายครั้งเราอาจจะเป็นเช่นนั้น เราอาจจะอยากมีเป้าหมายหลายสิ่งหลายอย่าง ที่เราอยากไปให้ถึง เมื่อเราเป็นคริสเตียน เราได้ถูกนำออกมาจากถิ่นทุรกันดารที่เราเคยอยู่ และเราก็มักจัดการเป้าหมายด้วยตัวเองว่าอยากไปสู่จุดนั้นจุดนี้ แต่พระเจ้า พระองค์เจ้าชีวิตของเราพระองค์ทรงมี ตำแหน่ง และจุดหมายที่เหมาะสมให้กับเราแล้ว ซึ่งเกินความเข้าใจของเรา
ใน เฉลยธรรมบัญญัติ 8:2
ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงทางซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงนำท่านอยู่ใน ถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปี เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และทดลองให้ทราบว่าจิตใจของท่านเป็นอย่างไร ดูว่าท่านจะรักษาพระบัญญัติของพระองค์หรือไม่
ประชาชนอิสราเอลพร่ำถามโมเสสผู้ที่พระเจ้าทรงใช้ให้นำเขาออกมาจากอียิปต์ว่า เมื่อไหร่จะถึงสักที ? ก่อนนี้เขาเป็นทาสในอียิปต์ แต่พระเจ้าใช้โมเสสมาบอกเขาว่าจะนำพวกเขาเข้าสู่แผ่นดินที่มีน้ำนม และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์
อพยพ 3:8
เราลงมาเพื่อจะช่วยเขาให้รอดจากมือชาวอียิปต์ และนำเขาออกจากประเทศนั้น ไปยังแผ่นดินที่อุดมกว้างขวาง เป็นแผ่นดินที่มีน้ำนม และน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ คือไปยังที่อยู่ของชาวคานาอัน คนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส
แทนที่เขาจะใช้เวลาเพียง 11 วัน แต่เขาต้องใช้เวลา 40 ปี ไม่ใช่เพราะพระเจ้ากลั่นแกล้งพวกเขา แต่เพราะพวกเขายังไม่พร้อม และเอาแต่พร่ำบ่น ต่อว่า ขาดความเชื่อ และถามแต่ว่าเมื่อไหร่จะถึง เขาจดจ่อแต่ที่พระคุณ แต่ไม่ใช่พระเจ้า และแผ่นดินนั้นก็เปรียบเสมือนรูปเคารพของเขานั่นเองที่เขาจดจ่อ
แต่พระเจ้ามีเหตุผลบางอย่าง เพราะจากการเป็นทาสอยู่หลายร้อยปีในอียิปต์ การที่พวกเขาเป็นทาสอยู่ 400 ปีในอียิปต์นั้น ประชากรชาวอิสราเอลต้องได้รับการปรับสภาพเพื่อเข้าสู่แผ่นดินใหม่ บรรยากาศใหม่ๆ พวกเขาต้องได้รับการปรับสภาพหัวใจ และความคิด ซึ่งพระเจ้าให้เขาได้เรียนรู้ในถิ่นทุรกันดาร เขาต้องเรียนรู้การเชื่อฟัง และละทิ้งพระเดิมๆที่ติดมาจากอียิปต์
ย้อนไปที่อียิปต์ในสมัยนั้น อียิปต์เต็มไปด้วยพระรูปเคารพต่างๆมากมาย อยากร่ำรวยก็มีพระหนึ่ง อยากทำอะไรที่เจริญขึ้นก็จะมีพระประจำ และสนองตัณหานั้นๆ และเมื่อนิสัยแบบนี้ติดไปที่อิสราเอล เมื่อโมเสส เสนออิสระและการปลดปล่อยให้พวกเขาเป็นไท เข้าสู่แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ พวกเขาก็ไม่ลังเล ที่จะต้อนรับพระอีกหนึ่งพระเข้ามาสู่พวกเขา โดยที่ไม่ได้ล่ะทิ้งพระเดิมๆ ไปเสีย ..
ถ้ายังจำได้ ในระหว่างถิ่นทุรกันดาร เมื่อใดที่พระเจ้าไม่ตอบสนองความต้องการของพวกเขา พวกเขาก็หันไปหารูปเคารพทุกครั้งไป ..และนิสัยแบบนี้แหละที่ต้องการการปรับสภาพ
เราเองบางครั้งเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เราเหมือนว่าทำไมไปไม่ถึงไหนสักที เหมือนเดินเป็นวงกลม วนไปวนมา เป็นเขาวงกต เราอาจจะได้รับถ้อยคำ หรือคำเผยพระวจนะ หรือพระวจนะจากพระคัมภีร์ที่ยืนยัน แถมด้วยพระสัญญามากมาย ที่ ศิษยาภิบาลย้ำนักย้ำหนาว่าพระสัญญาคือถ้อยคำที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทำไมชีวิต ถึงไม่เป็นตามที่พระเจ้าสัญญาจะช่วย คำถามเดิมก็คือ
“พระเจ้า เมื่อไหร่จะถึง” ต้องรออีกนานสักแค่ไหน
พระเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับพระสัญญาแค่นั้น แน่นอนพระองค์ไม่มุสา แต่พระเจ้าต้องการปรับสภาพเราเสียก่อนที่จะเข้าไปสู่แผ่นดินใหม่ แทนที่จะดีและมีความสุข แต่อาจจะเป็นตัวทำร้ายเราเองก็ได้ พระเจ้าต้องการทดสอบเราก่อนว่าเราพร้อมหรือยัง
ถ้าเราดูใน โยชูวา 5
ในตอนนั้นชนชาติอิสราเอลรุ่นก่อน คือผู้ที่ออกมาจากอียิปต์ รุ่นนั้นได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว เพราะเขาไม่ผ่าน ดื้อดึงจนถึงที่สุด แต่พระเจ้ายังทรงพระคุณในชนรุ่นต่อมา ซึ่งมีโยชูวาเป็นผู้นำ พระเจ้าได้ให้อิสราเอล แสดงเครื่องหมายของการเปลี่ยนสภาพ คือการเข้าสุหนัต
พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า จงลับหินเป็นมีด เพื่อเข้าสุหนัตให้ ชนชาติอิสราเอล
เนื่องจากคนที่เกิดในถิ่น กันดาร ระหว่างเดินทางจากอียิปต์ ยังไม่เข้าสุหนัต
(การเร่ร่อน ของอียิปต์ผู้ชายที่อยู่ในวัยออกรบได้ ตายหมดแล้ว)
ชายอิสราเอลต้องทำพิธีเข้า สุหนัต เพื่อเป็นเครื่องหมาย ของพันธสัญญา
ระหว่างเขาและพระเจ้า แต่พิธีเข้าสุหนัตไม่ได้มีการปฏิบัติ ในระหว่างการอพยพในถิ่นทุรกันดารเมื่ออิสราเอลเตรียมที่จะทำ สงครามกับชาติต่างๆของคานาอัน พระเจ้าจึงบัญชาให้เขาเข้าสุหนัต
ชีวิตของเราต้องแสดงเครื่อง หมายของการเปลี่ยนแปลงอย่ากลัว มีด แห่งพระวจนะของพระเจ้าขณะที่กำลังทำเครื่องหมายในชีวิตของเราตำหนิของอียิปต์ คือความบาป จะต้องถูกนำออกไป เมื่อพระเจ้าเฉือนบางสิ่งบางอย่างออกไป
ไม่ว่าคุณจะรอคอยสิ่งใดก็ตาม ที่พระเจ้าต้องการมอบให้คุณ และมันดูเหมือนเนิ่นนานเหลือเกิน อย่าถามคำถามที่ว่าอีกนานแค่ไหน เราต้องรู้ว่าพระเจ้าให้ความสำคัญกับการเดินทางแต่ละย่างก้าวของเราด้วย ระยะทางแต่ละก้าวล้วนเป็นแผนการ และบทเรียนทดสอบจากพระเจ้า จงสวมความอดทน และถ่อมใจลง มีความเชื่อ ที่จะเชื่อฟังพระเจ้า และมั่งคงเข้าไว้ เมื่อเราคิดว่ามันเนิ่นนานเกินไปแล้ว นั่นแหละ สภาพเดิมๆของเราจะถูดเปิดเผยออกมา และช้าก่อน หยุดก่อนอย่างพึ่งเดินต่อไป รอให้มีดของพระองค์คือ
“มีด แห่งพระวจนะของพระเจ้าขณะที่กำลังทำเครื่องหมายในชีวิตของเรา
ตำหนิของอียิปต์ คือความบาป จะต้องถูกนำออกไป เมื่อพระเจ้าเฉือนบางสิ่งบางอย่างออกไป”
จงเดินทางด้วยการดำเนินชีวิตในพระวจนะ เชื่อฟังและทำตาม เราอาจจะไม่ต้องถามใครเลยว่า เมื่อไหร่จะถึง เพราะเราอาจะจะถึงจุดหมายใน 11 วัน ไม่ใช่ 40 ปี
ขอพระเจ้าอวยพระพร
ขอบคุณพระเจ้า
Ktm.worship
วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
หว่านความรัก
หว่านสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น
เรื่องของการหว่านนี้ย่อมเป็นที่รู้ดีว่า ถ้าเราต้องการจะเก็บเกี่ยวอะไรนั้น เราก็ต้องหาเมล็ดพันธ์นั้นมาหว่านเพื่อปลูก และรอการเก็บเกี่ยว
มัทธิว 7:1-2
อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน
เพราะว่าท่านทั้งหลายจะกล่าวโทษเขาอย่างไร พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษท่านอย่างนั้น และท่านจะตวงให้เขาด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะได้ทรงตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น
พระคัมภีร์ตอนนี้สรุปให้เราคือหว่านอะไรก็ได้ในสิ่งนั้น เราจะปลูกข้าวเราก็หว่านข้าว เมื่อผลผลิตออกจะได้เป็นอย่างอื่นก็เป็นไปไม่ได้
กาลาเทีย 6:7
อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น
บางครั้งผมและคุณอาจจะได้ยินคนที่พูดนินทาบ่อยๆ คำนินทาย่อมไม่เป็นเรื่องดีสำหรับเรา แต่สนุกปากสำหรับเขา เราอาจจะไม่เป็นแบบที่เขาพูด เราอาจจะรับใช้ด้วยใจจริงแต่อาจถูกตัดสินและถูกตั้งวงสนทนาเห็นชอบ ไม่ต่างกับพระเยซู หรือสาวกที่พวกฟาริสีและผู้เกลียดชังเกาะกลุ่มกันและหาพรรคพวกให้คล้อยตามด้วย นี่เป็นวิธีของซาตานที่ลงมาในโลกนี้ด้วยเช่นกัน บางครั้งแค่การเดินหรือท่าทางก็อาจจะไม่โดนใจบางคนและเป็นเป้าสายตาที่จะโดนจับผิด
….แต่เราต้องถามตัวเองว่าเรากำลังเกี่ยวอะไรอยู่??
มัทธิว 7:3-5
เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก
เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า "ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ" แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง
ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้
เราต้องไม่ใส่ใจและให้ความสำคัญจนทำให้วิญญาณจิตเศร้าไปกับคำนินทาเหล่านั้น เราต้องไม่แย่ไปกับคำนินทายังมีอีกหลายคนที่เจอเหตุการณ์ที่หนักกว่าเราและสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ทั้งพระเยซู หรือ เปาโลก็เจอกับเหตุการณ์เหล่านี้มาแล้ว
เราต้องเข้าใจยุทธศาสตร์ของซาตานที่ทำให้เราสาละวนอยู่กับการถูกตัดสินนินทาคนอื่น แต่ชีวิตของตัวเองไม่ได้ดีไปเลย พระคัมภีร์ตอนนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ให้เรา เอาเวลาไปใคร่ครวญถึงความผิดของเขาเป็นการตอบโต้ อย่าไปคิดทำไมเขาไม่ดูตัวเอง เราเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ แต่..พระเจ้าเปลี่ยนแปลงได้ แม้กระทั่งตัวเราเองเราก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่พระเจ้าช่วยให้เราทำได้ โดยการร่วมมือกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพียงแต่เรายอมให้พระองค์กระทำในชีวิตของเรา ดีกว่าจะเสียเวลากับคนหน้าซื่อใจคด ที่ลับหลังก็นินทาและสนุกสนานกับการใช้ลิ้นกระดกในทางที่ชั่ว โดยไม่มองไม้ในตาของตัวเอง ฟาริสีก็เป็นเช่นนี้ คือเปลือกนอกดูดีทำดี มีพระวจนะ แต่ลับหลังก็นินทา ใส่ร้าย ขอหนุนใจว่ามันไร้สาระมากๆ เราต้องต่างกับเขา พระเยซูไม่ตอบโต้ใดๆทั้งสิ้นกับคนเหล่านี้
เมื่อใดที่นินทาและพูดถึงแต่ความผิดของคนอื่น แต่ตัวเองยังประพฤติแย่กว่า อย่าลืมว่าไม่มีมนุษย์คนใดดีพอที่จะช่วยตัวเองให้รอดได้ ไม่มีใครรอดจากการพิพากษา และบึงไฟนรกได้ด้วยการกระทำดีด้วยตนเอง ไม่มีใครสมบูรณ์เลย ไม่มี นอกจากพระเยซู
เพราะเราไม่สมบูรณ์และสมควรจะรอด แต่เราทั้งหลายรอดก็รอดโดยพระคุณและความเชื่อ ไม่ใช่โดยเราทั้งหลายกระทำเองแต่พระเจ้า มีพระคุณและความรักต่อเรา
เอเฟซัส :8-9
ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้
ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาเหล่านั้นมีสิทธิ์อะไร มานินทา ใส่ร้าย และตัดสิน หรืออาจะดูถูกปมด้อยของคนอื่นด้วยการล้อเลียน ไฉนจึงขาดหัวใจแบบพระคริสต์และขาดความรักเมตตาพี่น้องเล่า ?
พระเยซูบอกว่า อย่าไปสนใจกับความผิดของคนอื่น ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ดีเลย (ไม้ทั้งท่อนในตา) ถ้าพระเจ้าสนใจและจดจ่ออยู่แต่ความผิดของเรา เราคงไม่รอดแม้แต่คนเดียว พระเจ้ามองหาส่วนดีของเราและยังเชื่อในส่วนดีเพียงน้อยนิดของเรา นี่คือพระคุณและความรัก เราจึงยังมีโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่า (ขอบคุณพระเจ้า)
ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ยกหนี้ให้เรา และเราก็จะยกหนี้ให้พี่น้อง และจะไม่ตัดสินพี่น้อง แทนที่จะนั่งนินทากัน ทำไมไม่คุยถึงเรื่องดีๆและปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี จะไม่ดีกว่าหรือ
นี่เป็นความรักของพระเจ้าและพระองค์ประสงค์ให้เรามีความรักด้วย …. ผู้ใดไม่มีความรักก็ไม่รู้จักพระเจ้า
มัทธิว 7:6
อย่าให้ของประเสริฐแก่สุนัข อย่าโยนไข่มุกให้แก่สุกร เกลือกว่ามันจะเหยียบย่ำเสีย และจะหันกลับมากัดตัวท่านด้วย
เมื่อพระเจ้าให้เรามีความรักแล้ว การพูดนินทา การใส่ร้าย การตัดสิน และกล่าวโทษต่างๆ การเอาปมด้อยคนอื่น และตัดสินการรับใช้พี่น้องด้วยแรงจูงใจผิดๆของโลกนี้ ด้วยเหตุผลของโลกนี้ ก็เหมือนขาดความรัก เพราะเอาความรักโยนให้ให้กับสุนัขคือซาตาน ซึ่งมันไม่เห็นคุณค่า แถมมาแว้งกัดเราอีกด้วย
ความรักคือเกราะป้องกันการโจมตีของมานซาตาน จงรู้ว่าซาตานไม่สามารถมีอิทธิพลต่อคริสเตียนที่ดำเนินชีวิตในความรักได้เลย
จงเลือกที่จะหว่าน เพราะคุณจะเก็บเกี่ยวสิ่งที่จะหว่าน "หว่านสิ่งใดก็ได้สอ่งนั้น"
เรื่องที่เกี่ยงของ ชีวิตที่มีความรักคือรากฐาน
ขอพระเจ้าอวยพระพร
ขอบคุณพระเจ้า
Ktm.worship
วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
พระวิญญาณแห่งความรัก
คำหนุนใจ ความรักอีกมุมหนึ่ง
ผมเขียนเรื่องความรักมามาก แต่มุมหนึ่งที่อยากเขียนหนุนใจอีกครั้ง คือ บางครั้งคริสเตียนเองที่เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียน แต่ทำตัวเหมือนไม่ใช่คริสเตียน และพยายามใช้ความรู้ของโลกนี้เรียกตัวเองว่าชอบธรรมและถูกต้อง
บางคนไม่พอใจผู้นำนมัสการและไม่ยอมร้องเพลง เขาไม่เห็นด้วยที่การนมัสการไม่เป็นรูปแบบที่เขาคาดหวัง และเขายอมนั่งกอดอกและปิดหนังสือเพลงนั่งเบ้ปากเสียดีกว่า นั่นเป็นการบ่งบอกว่า เขาไม่เห็นด้วย บางคนไม่เห็นด้วยกับโปรแกรมบางอย่างของคริสตจักรและยอมที่จะไม่มาร่วมหรือเมื่อถึงโปรแกรมนั้นๆ เขายอมที่จะออกมานั่งเล่นข้างนอกดีกว่าที่จะทนอยู่ร่วม บางคนไม่พอใจซึ่งกันและกันและยอมที่จะไม่เข้าร่วมโปรแกรมอธิษฐานเพื่อไม่ต้องพบเจอหน้าคนคนนั้น บางคนติเตียนงานรับใช้ของคนอื่น ผู้นำนมัสการบางคน นักเทศนาบางคน หรืองานรับใช้อื่นๆ มักถูกตำหนิติเตียน
เราเองที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียน เราอาจจะมีเหตุผลและความถูกต้องมากมายนานัปการ แต่สิ่งที่ขาดไปคือบางครั้งเกิดความจงใจที่จะเลือกปราศจากความรัก และเลือกเหตุผลของตัวเองแทนการสำแดงความรักแบบพระเยซูต่อพี่น้อง
1 ยอห์น 4
ข้อ 20 ถ้าผู้ใดว่า "ข้าพเจ้ารักพระเจ้า" และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้
ข้อ 21 พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์ คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย
บางครั้งเขาอาจจะพูดว่า พระเจ้าข้อรักพระองค์ แต่ถ้ามีพฤติกรรมเช่นนี้ นั่นก็เป็นแค่ความรักจอมปลอม ตราบใดที่ยังมีการนินทา ยังมีการพูดลับหลังกัน ยังมีการไม่พอใจกัน ยังมีการไม่ให้อภัยกัน ยังไม่พอใจซึ่งการและกัน มีแรงจูงใจในของประทานและการรับใช้ของผู้อื่นและไม่พอใจในการรับใช้ของเขา เราก็ยังไม่ได้มีความรักต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง พระคัมภีร์ของหนึ่งบอกเราว่า ถ้าผู้ใดว่า "ข้าพเจ้ารักพระเจ้า" และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้ พระเจ้าบอกว่าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง เรารักตนเองเช่นไร ปกป้องตัวเองเช่นไร ทะนุทะนอมตัวเองแบบไหน เราก็ควรมีความรักต่อพี่น้องของเราแบบนั้นด้วย พระคัมภีร์บอกว่า ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก (ข้อ8) คำว่าพระเจ้าทรงเป็นความรักนั้นคือ พระเจ้าเป็นใคร และเราเป็นใคร พระเจ้ายอมให้บุตรของพระองค์มาตายแทนเรา ไม่ใช่เพราะความรักหรือ และเป็นความรักแบบสุดๆด้วย ที่ขนาดยอมเสียบุตรของพระองค์มาตายในโลกใบนี้ และพระเยซูเองก็รักเราด้วยเพราะพระองค์ก็ยอมที่จะตายเพื่อเราด้วยเช่นกัน เราล่ะเป็นใคร ทำบาปชั่วแค่ไหน ความบาปที่พระองค์แบกไว้นั้นมากมายกว่าการที่เราแค่ไม่พอใจบางคน และไม่ได้ดั่งใจบางอย่างเสียอีก และทำไมเราจะยอมเชื่อความรักแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเราไม่ได้ ไม่ใช่โดยเราพยายามเอง แต่เป็นความรักที่พระเจ้าใส่ให้เราตั้งแต่เมื่อเราเชื่อในพระองค์ เราเองจะมีพระวิญญาณแห่งความรัก และเราจะรักคนอื่นได้ แม้เขาจะไม่น่ารัก ในข้อ (12-13) บอกว่า ไม่มีผู้ใดเคยเห็นพระเจ้า ถ้าเราทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในเราทั้งหลาย และความรักของพระองค์ก็สมบูรณ์อยู่ในเรา ดังนี้แหละเราทั้งหลายจึงรู้ว่า เราอยู่ในพระองค์และพระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา เพราะพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพระวิญญาณของพระองค์เองแก่เรา
ถ้าเราเชื่อในความรักนั้น เชื่อและกระทำตาม ความรักของเราก็จะสมบูรณ์ และหลังจากนี้ไปพระคัมภีร์บอกเราว่าเราก็จะมีความมั่นใจในวันพิพากษาได้เช่นกัน เพราะเราสวมความรักและหัวใจแบบพระองค์
ผมไม่ได้หมายความว่า แม้คนอื่นทำผิดเราก็ไม่เตือนไม่พูดเลย แต่จงเตือนกันด้วยท่าทีแห่งความรัก ด้วยหัวใจที่ถ่อมลง ปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี ไม่ใช่การทุ่มเถียงกันและคำพูดที่เสียดสีประชดประชัน เมื่อมีความรักเราต้องเชื่อในส่วนดีของกันและกัน หยุดที่จะคิดแต่แง่ลบและคิดว่าเขาไม่มีทางเปลี่ยนแปลง ทุกคนไม่สมบูรณ์ จงระวังไม่ทั้งท่อนในตาของตัวเองก่อนที่จะไปเที่ยวชี้ให้คนอื่นดูผงในตาของเขา ยอมรับการรับใช้และของประทานซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะถูกใจเราหรือไม่
เมื่อเรามีความรักเช่นนี้แล้ว ความรักพระเจ้าจะช่วยเปลี่ยนแปลงเรา และเราจะไม่แสดงท่าทีที่ดูถูกผู้อื่นเพียงเพราะเราไม่เห็นด้วย หรือไม่ได้ดั่งใจและเหตุผลความน่าจะเป็นของเรา
การที่จะไปสำแดงความรักแก่คนอื่นขณะที่ท่าทีภาพในคริสตจักรยังขาดความรัก ใครเขาจะสัมผัสความรักได้เล่า ใครจะมองเห็นได้เล่า คนจะเห็นและสัมผัสความรักได้นั้นก็ต่อเมื่อเรามีความรักอย่างแท้จริง
ยอห์น 3:15
ถ้าเจ้าทั้งหลายรักกันและกัน ดังนี้แหละคนทั้งปวงก็จะรู้ได้ว่าเจ้าทั้งหลายเป็นสาวกของเรา"
แล้วเราล่ะมีความรักถึงขั้นนี้ได้หรือยัง ถ้ายังยอมและเชื่อฟังพระวิญญาณแห่งความรักที่พระองค์ใส่ไว้ในเรา ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ
ขอบคุณพระเจ้า
Ktm.worship
วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ทวงคืนพื้นที่
คำหนุนน้ำใจ 2 ก.พ. 11
1 โครินธ์ 10:5-6
เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย
แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้
คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม
คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม
และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า
และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์ขึ้นหัวข้อแบบนี้ ผมไม่ได้หมายถึงปัญหาชายแดนไทยกับเขมรนะครับ แต่ก็มีมุมที่ทำให้เราน่าคิดไม่น้อย ปัญหาพื้นที่ใคร ใครก็หวงและเมื่อหวงของๆเราใครที่มาบุกรุกหรือล้ำเข้ามาเป็นได้มีเรื่องมีราวกันแน่ๆ เอาง่ายๆ บ้านใครถ้ามีคนอื่นมาหน้าด้านถือกรรสิทธิ์ทำตัวเป็นเจ้าของเป็นได้เห็นดีกัน
การที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ของตนเอง สมมุติว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ของไทยจริง แต่ไม่เคยแสดงความเป็นเจ้าของเลย ปล่อยให้มีการบุกรุกจับจองเป็นเวลานาน ให้คนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของจริงๆมาแสดงความเป็นเจ้าของและไม่ทำอะไรเลย สุดท้ายเนิ่นนานมา การที่เราจะทวงเอาคืนย่อมเป็นการยาก เพราะได้ถูกยึดไปแล้ว
ผมเคยมีของอยู่ชิ้นหนึ่งที่ให้เพื่อนยืมไป และนานวันเข้าผมไม่เคยทวงเอามาเลย เพราะคาดหวังว่าเขาจะคืนสักวันหนึ่ง สุดท้ายของสิ่งนั้นกลายเป็นของของเขาไปโดยเต็มปากเต็มคำ โดยที่ผมอ้างอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่เคยทวงมาหลายปี
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เราเองไม่เคยหวงพื้นที่เลย แถมสมยอมให้เขาเข้ามายึดพื้นที่เราไปด้วยซ้ำ นั่นก็คือพื้นที่ในความคิดของเรานั่นเอง สงครามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผู้เชื่อไม่ใช่สิ่งอื่นใดเลย ปัจจัยอื่นๆ หรือภายนอกเป็นแค่เพียงตัวกระตุ้นเท่านั้น แต่สนามรบจริงๆนั้นคือภายในความคิดของเราเองนี่แหละคือสงครามที่หนักหนาสาหัสที่สุดที่เราต้องต่อสู้และผ่านพ้นไปในทุกๆวัน
ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของซาตานคือ ทำให้ผู้เชื่อขาดออกจากพระเจ้า พระเจ้าประสงค์ให้เรามีความเชื่อ แต่ซาตานต้องการให้เราขาดความเชื่อ สถานการณ์ต่างๆที่เราเจอในแต่ล่ะวัน ถ้าเราบ่นและสบถออกมาและมีแต่ความคิดในแง่ลบต่อทุกสถานการณ์ เช่นอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร ปัญหาที่เขาเจอมีแต่ความคิดในแง่ลบ ว่าแย่แน่ๆ ตายแน่ๆ ซวยแน่ๆ ทำไมเอาเรามาตายในที่แบบนี้ เอาเราออกมาทำไม ให้เราอยู่ในอียิปต์ยังจะดีเสียกว่า เมื่อเจอปัญหาก็จะโวยวาย ตีโพยตีพายไปก่อน คาดการแง่ลบเอาไว้และพยายามหาทางออกด้วยตัวเอง ซึ่งในปัจจุบันผู้เชื่อในยุคนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับอิสราเอลในยุคนั้นจริงๆ
ความเชื่อคือสิ่งที่สำคัญ เราต้องฝึกคิดในแง่บวก เราต้องเชื่อว่าพระเจ้าจะนำเราในแต่ล่ะย่างก้าวเราต้องมั่นใจว่าพระองค์จะทรงอยู่กับเราในทุกสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราเชื่อพระเจ้าทุกสิ่งจะถูกปูด้วยพรมแดงและราบรื่น และเมื่อเราเจออะไรที่ไม่สมดั่งที่เราต้องการเราก็หลุดบ่นออกมา และมีแต่ความคิดแง่ลบยิ่งเราคิดลบชีวิตก็จะมีแต่ลบลงไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลยมีแต่แย่ลง
มัทธิว 8:13
แล้วพระเยซูจึงตรัสกับนายร้อยว่า "จงกลับบ้านเถิด ท่านมีศรัทธาแล้ว จงได้ผลตามศรัทธานั้น" ในทันใดนั้นเองบ่าวของเขาก็หายเป็นปกติ
พระเยซูกำลังบอกเราว่า เมื่อมีความเชื่อเช่นไร และคิดในแง่บวก เชื่อในพระเจ้า มันก็จะเป็นไปตามที่เชื่อเช่นนั้นจริงๆ งูในสวนเอเดนพยายามหลอกเอวาว่า มันไม่จริงหรอกเรื่องที่พระเจ้าบอกน่ะ ทำให้เอวาเชื่อตามงูนั้น นั่นคือมีความคิดในแง่ลบแล้ว ผลที่ตามมาคืออะไรเราย่อมรู้กันดี
ถ้าเราเป็นเหมือนอับราฮัมที่ไม่มีบุตรล่ะ อยู่ๆพระเจ้าจะให้ท่านมีบุตร ถ้าอับราฮัมมองที่รอบข้างแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลย และบ่นออกมา สบถออกมา พูดแต่ในแง่ลบ ว่าฉันแก่แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร ภรรยาก็แก่แล้วหมดประจำเดือนแล้ว ตามธรรมชาติมันเป็นไปไม่ได้เลย แต่…อับราฮัมเลือกที่จะเชื่อพระเจ้า คาดหวังว่าจะได้รับสิ่งนั้น พระเจ้าไม่แค่ทำในสิ่งยาก แต่พระเจ้าทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และเมื่อความเชื่อเช่นนี้ อับราฮัมก็ได้บุตรจริงๆ ตามพระสัญญาของพระเจ้า
ซาตานมักจะใช้ความรู้สึกแย่ๆดึงเอาคนมากมายในโลกนี้ให้จมลงสู่ก้นเหว เราอาจะเห็นในข่าวว่ามีการฆ่าตัวตายมากมายเพราะคนเหล่านี้ไม่มีทางออกและคิดในแง่ลบ และคิดว่าเมื่อตายไปทุกอย่างจะจบ ซาตานได้แย่งชิงเอาความหวังของพวกเขาไป
จงเลือกแทนที่ความคิดในแง่ลบด้วยความคิดที่เป็นแง่บวก ความคิดก็เปรียบได้กับชายแดนสนามรบที่เราต้องรบอยู่ทุกๆวัน จงใช้พระวจนะที่เป็นดาบ ฟาดฟันพวกมันให้ย่อยยับ จงพูดออกมาว่าอ้ายซาตานจงไปเสียให้พ้น เช่นพระเยซูที่โดนทดลอง
อย่ายอมเสียพื้นที่ในความคิดให้กับเรื่องไร้สาระโดยการเอาแต่คิดในแง่ลบและเรื่องแย่ๆ เราสามารถขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ได้เสมอ เราไม้ได้ขอบพระคุณในเรื่องร้ายที่เกิดกับเรา แต่การขอบพระคุณคือการเลือกที่จะถวายการขอบพระคุณพระเจ้าดีกว่าที่จะเสียพื้นที่ความคิดในแง่ลบให้กับซาตานไป
สดุดี 34:1 ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้าตลอดไป คำสรรเสริญพระองค์อยู่ที่ปากข้าพเจ้าเรื่อยไป
คุณจะแพ้หรือชนะก็ขึ้นอยู่กับการเลือกที่จะคิด
ขอพระเจ้าอวยพระพร
Ktm.worship
วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554
คำเทศนา ฤทธิ์อำนาจ
เสาวภา ประเสริฐพร เทศนาเรื่อง "ฤทธิ์อำนาจ"
เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม 2011 ณ คริสตจักรธารพระพรSaowapa Tum Prasertporn Preached about "About The Power"
in Sunday Morning service, on January 30, 2011, @Stream of Blessing church.
http://www.mediafire.com/?d7f9aa396u4srn9
วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554
เรื่อง น้ำชาเขียว
คำหนุนใน เรื่อง น้ำชาเขียว
วันหนึ่งนั่งดูรายการโทรทัศน์และมีการพูดถึงต้นทุนของราคาสินค้าหลายรายการ หนึ่งในนั้นคือน้ำชาเขียว ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งความจริงมันก็เหมือนกันเกือบทุกยี่ห้อนั่นแหละ รายนี้ได้นำข้อมูลและต้นทุนการผลิตน้ำชาเขียวมาเผยให้เราได้ดูกัน
ค่าวัตถุดิบใบชา น้ำ น้ำตาล และ กลิ่น รวมกันประมาณ 1.50 บาท ต่อ ขวด แต่เราต้องเราจ่าย 20 บาท นอกจากนี้ ข้อมูลต้นทุนชาเขียวมาเปรียบเทียบกับต้นทุนที่ผู้ประกอบการยื่นเข้า มาเพื่อเปรียบเทียบว่ามีการแจ้งข้อมูลเท็จจริงอย่างไร เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้า
สำหรับต้นทุนชา เขียวพร้อมดื่ม ตามที่ผู้ประกอบการยื่นมาให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณานั้น พบว่าโดยเฉลี่ยต้นทุนการผลิตชาเขียวพร้อมดื่ม ขนาดขวดละ 500 ซีซี มีต้นทุนประมาณ 8.50 บาท แบ่งเป็น
สำหรับต้นทุนชา เขียวพร้อมดื่ม ตามที่ผู้ประกอบการยื่นมาให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณานั้น พบว่าโดยเฉลี่ยต้นทุนการผลิตชาเขียวพร้อมดื่ม ขนาดขวดละ 500 ซีซี มีต้นทุนประมาณ 8.50 บาท แบ่งเป็น
ค่าวัตถุดิบ เช่น ใบชา น้ำ น้ำตาล และ กลิ่น รวมกันประมาณ 1.50 บาท/ขวด
ค่าภาชนะบรรจุประมาณ 5 บาท/ขวด
ค่าใช้จ่ายการผลิต เช่น ค่าแรงงาน ไฟฟ้า ประมาณ 2 บาท/ขวด
สำหรับ ต้นทุนการผลิตชาเขียวของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดในขณะนี้ ได้แจ้งต้นทุนมาที่ 9.93 บาท แบ่งเป็น
สำหรับ ต้นทุนการผลิตชาเขียวของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดในขณะนี้ ได้แจ้งต้นทุนมาที่ 9.93 บาท แบ่งเป็น
ค่าวัตถุดิบ 2.33 บาท
ค่าภาชนะ 5.78 บาท
ค่าแรงงาน 0.71 บาท ค่าใช้จ่ายการผลิต 1.11 บาท
ยังไม่รวมค่าบริการการตลาด เช่น ค่าโฆษณา 4.31 บาท
เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมดจะอยู่ที่ 14.24 บาท/ขวด
ที่เกริ่นมามากมายยาวขนาดนี้ ท่านไม่ได้เข้ามาอ่านผิดเว็บหรอกครับ ผมไม่มีเจตนาจะมาโจมตี หรือคุยเรื่องเศรษฐกิจ แต่ต้องการให้เราเห็นภาพว่าเราต้องจ่ายเงินไปขนาดไหนบ้าง
ครั้งหนึ่งที่ผมไม่รู้ข้อมูลนี้ ผมไปเที่ยวพักผ่อนและมีความกระหายน้ำมาก น้ำมีความสำคัญผมอาจจะเป็นลมได้ถาเหงื่อออกมากๆแล้วไม่ได้กินน้ำ ร้อนก็ร้อน แดดก็จัด เผอิญเหลือบสายตาไปเห็นร้านขายน้ำก็รีบวิ่งไปซื้อน้ำชาเขียวมาดื่มขวดหนึ่งราคา 20 บาท ผมไม่มีทางเลือกเลย แม้กระทั่งน้ำเปล่าก็ลักษณะคล้ายๆกัน ผมต้องซื้อขวดราคา 5 บาท และอื่นๆอีก13 บาทและไม่สามารถดื่มหรือกินได้ และเมื่อน้ำหมด ขวดก็หมดประโยชน์ กว่าจะรวมไปชั่งขายได้ก็ไม่กี่บาท ผมเคยสงสัยว่าทำไมเขาทำขวดสวยมาก แต่ดันดื่มไม่ได้ และต้องทิ้งไปในที่สุด
เราอาจจะขวนขวายหาหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้เพื่อให้ตัวเองมีความสุข ชื่อเสียง เงินทอง รถ บ้าน หลายคนตั้งเป้าว่าจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ในชีวิตให้ได้ ไม่ใช่สิ่งผิดนะครับ แต่เราให้มันเป็นรูปเคารพเราหรือเปล่า นั่นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ความสนุกสนานเพลิดเพลินของโลกนี้อาจจะนำเราไปสู่ความบาป เราได้ความสุขชั่วคราวเพียงเล็กน้อย แต่แลกด้วยราคาที่แพงกว่าที่ได้รับ มันอาจจะไม่เกี่ยวกันเต็มๆกับเรื่องต้นทุนน้ำชาเขียว แต่ผมอยากให้เรารู้ว่า ค่าจ้างของความบาปคือความตาย
แต่พระเยซูมาให้เราเปล่าๆโดยไม่เสียอะไรเลย พระองค์เรียกร้องให้เรามาดื่มฟรีๆด้วยซ้ำ พระองค์เป็นน้ำแห่งชีวิต ที่หล่อเลี้ยงหัวใจ และให้ชีวิตใหม่
วิวรณ์ 22:17
พระวิญญาณและเจ้าสาวตรัสว่า "เชิญมาเถิด" และให้ผู้ที่ได้ยินคำกล่าวว่า "เชิญมาเถิด" และให้ผู้ที่กระหายเข้ามา ผู้ใดมีใจปรารถนา ก็ให้ผู้นั้นมารับน้ำแห่งชีวิต โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย
เราไม่ต้องเสียเงินมหาโหดเพื่อรับน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต
เราไม่ต้องเสียเงินเท่าทุนเพื่อรับน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต
แต่เราได้รับน้ำนั้นฟรีๆเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต
เรามีทุกสิ่งได้ แต่อย่าแสวงหาจนสิ่งนั้นสำคัญมากกว่าที่จะแสวงหาพระเจ้า เราสนุกสนานในโลกนี้ได้แต่อย่านำตัวเองเข้าสู่ความบาป รูปเคารพของโลกนี้ความสุขต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน บนอะไรไว้ก็ต้องแก้บน ขออะไรก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน อยากได้บุญก็ต้องทำบุญมากๆ
อยากเข้ากับเพื่อได้ ให้เพื่อนยอมรับ ก็ต้องเอาตัวเข้าไปทำแบบนั้น ดื่มเหล้าเบียร์ บุหรี่ เล่นการพนัน พูดจาภาษาโลก เราต้องระลึกเสมอว่า สิ่งที่เราต้องแลกกับสิ่งเหล่านั้นคือ ความสัมพันธ์ที่ออกห่างจากพระเจ้าไปเรื่อยๆ
เข้ามาหาพระองค์และรับน้ำนั้นโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย
ไม่ต้องเสียค่าขวดที่ดูสวยงาม ดูดีแต่เปล่าประโยชน์
แต่เราสามารถเข้าไปดื่มจากพระหัตถ์ของพระเจ้าและแช่อยู่กับพระองค์ได้เลย
เมื่อเรากระหาย โลกนี้มักมีสินค้าต่างๆมาล่อเราเสมอ ทั้งที่เรามีน้ำบริสุทธิ์ที่ดีและฟรี คือพระเยซูคริสต์
ขอพระเจ้าอวยพระพร
ขอบคุณพระเจ้า
Ktm.worship
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
บัญญัติ 10 ประการ ในพันธสัญญาใหม่ ในบัญญัติ 10 ประการนั้น หลายคนบอกว่าธรรมบัญญัติเดิมจบไปแล้ว พระเยซูมาทำแทนแล้ว เราไม่ต้องทำแล้ว แต่...
-
อักษรฮีบรู Chet (เฆท) chet เป็นตัวอักษรฮีบรูที่มีค่าเท่ากับ 8 ตัวอักษร ח Chet ออกเสียงว่า "khhet" ด้วยเสียงที่ออกมาจากลำคอ ภ...
-
รื้อฟื้นการนมัสการแบบดาวิด ภายในคุณขึ้นมาใหม่ ถ้าเราพูดถึงการนมัสการและการสรรเสริญ แน่นอนเลยทีเดียว หลายคนชอบการนมัสการอย่างมาก แต่จะมี...





