วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553
ฝ่าวิกฤติความคิด เข้าสู่ชีวิตที่มีชัยชนะ
ฝ่าวิกฤติความคิด เข้าสู่ชีวิตที่มีชัยชนะ
วันนี้ได้หยิบบทความที่เคย ศึกษามาอีกรอบ แล้วมาพิมพ์ ทำให้ได้เห็น และพระเจ้าก็บอกอะไรเพิ่มเติมอีกมากมาย
ขอบคุณพระเจ้าจริงๆนะครับ แม้จะไม่มีคนเข้ามอ่าน แต่ก็ ได้เป็นการเอามาทบทวนและใครครวญอีกรอบ
วิกฤติความคิดของเรานั้นวันนี้เราจะมาดูกันว่า มีอะไรบ้างที่เป็นตัวขวางกั้นเราอยู่
บางส่วนผมก็ได้หยิบยกมาจากบทความของ อ.จอย ไมเออร์ นะครับ
1.ขี้สงสัย ขาดความเชื่อ
เราเองเคยมีใจสงสัยหรือเปล่า บางครั้งเราอาจคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ปกติไม่เห็นจะมีอะไร แล้วถ้ามันไม่มีอะไร จนกลายเป็นความเคยชิน
เมื่อไม่นานมานี้ประมาณ มกราคม กุมภาพันธ์ 53 ได้มีกางวางระเบิดใน กทม ซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจมากมาย
ไม่เคยพบไม่เคยเห็นอะไรกันนี่ นี่มันในเมืองนะ วางได้ทุกวี่ทุกวัน แม้จะเป็นการสร้างสถานการณ์ก็ตาม
แต่มาถึงวันนี้ ข่าวการวางระเบิดกลายเป็นเรื่องที่ชินชา บางคนไม่สนใจฟังด้วยซ้ำ ผมยกตัวอย่างมานี่ก็ให้เราเห็นถึงความชินชา
และถ้าเราสงสัยจนเคยชินล่ะครับ จะมีผลกระทบต่อ ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรามั๊ย
ความสงสัย สงสัยจังทำไมๆๆ ทำไมต้องแบบนั้น ทำไมต้องแบบนี้ (ผมมิได้มีเจตนาว่าการ สงสัยผิดนะครับ)
คำจำกัดความของสงสัยคือ รู้สึกประหลาดใจ กริยาหมายถึง อการที่เต็มไปด้วยความอยากรู้ หรือยืนอยู่ที่สองข้าง ว่าจะเลือกข้างไหนดี
ให้เราเองที่จะฝึกมอบเรื่องราวไว้กับพระผู้เป็นเจ้าของเรา ว่าจะกระทำทุกสิ่งให้เกิดผลดี
ความสงสัยนี่เองทำให้เราอยู่ในสภาวะที่ตัดสินใจไม่ได้ นำไปสู่ความสับสน ไม่รู้จะตัดสินใจยังไง
และความรู้สึกแบบนี้เองทำให้เราไม่ได้รับคำตอบของการอธิฐานโดยความเชื่อ (สงสัยคือขาดความเชื่อนั่นเอง)
พระคัมภีร์บอกว่าสังภูเขาให้ลอยไปในทะเลมันก็จะไป หรือ เมื่ออธิฐานจงเชื่อว่าจะได้รับ มาระโก 11:23-24
พระเยซูไม่ได้บอกว่า สิ่งที่เราอธิฐานขอแล้ว ให้เราต้องมานั่งสงสัย ว่าจะได้หรือไม่ พระองค์จะได้ยินเราหรือเปล่า
พระองค์ฟังเรามั๊ยแต่พระเจ้าตรัสว่า สิ่งใดท่านอธิฐานขอ จงเชื่อว่าจะได้รับ เราเองจะได้รับในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนผู้เชื่อ
ไม่ใช่มีแต่ความสงสัย
ความสงสัยแน่นอนสิ่งนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้าแน่ๆ พระเจ้าก็ไม่ได้ประทานให้เรา และไม่ประสงค์ให้เรามีด้วย
ผมอยากหนุนใจว่า ความสงสัยมักจะตรงข้ามกับพระวจนะ เราต้องเข้าใจและสะสมพระวจนะ เพื่อจะได้แยกแยะออก
อย่าสงสัยเลยครับ พระเยซูได้ทำการซื้อเราไว้แล้ว โดยการสิ้นพระชนม์ และเป็นขึ้นจากความตาย
เมื่อได้อ่านในพระคัมภีร์ และเห็นว่าตอนหนึ่งเมื่อเปโตรจะเดินบนน้ำไปหาพระองค์ เปโตรมีความเชื่อตอนนั้น
เมื่อเปโตรลงเดินไประหว่างนั้นเมื่อเข้าเห็น ลมพัดแรง และเขาตกใจกำลังจมลง จึงร้องให้พระเยซูช่วยด้วย
พระเยซูยื่นพระหัตถ์จับเขาไว้และบอกว่า ท่านสงสัยทำไม ท่านช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริงๆ
ในยากอบ 1:7 ตอนหนึ่ง
แต่จงให้ผู้นั้นทูลขอด้วยความเชื่อ อย่าสงสัยเลย เพราะว่าผู้ที่สงสัยเป็นเหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา
ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าเลย
ตอนนี้เองเราจึงควรจดจ่อที่พระเจ้า ลมแรง คลื่นที่ถาโถม เปรียบกับปัญหาต่างๆ
ในมัทธิวเอง 17:24-32
ให้ท่านพิจารณาดู มีชายคนหนึ่งมาคุกเข่าขอให้พระเยซูให้รักษาบุตรที่เป็นลมบ้าหมู เพราะสาวกรักษาไม่ได้
พระองค์ให้พาเด็กนั้นมา สาวกถามว่า ทำไมพวกเขาขับผีนั้นออกไม่ได้ สิ่งที่พระเยซูตอบคือ "เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย"
คนชอบธรรมจะมีชีวิตด้วยความเชื่อ
ตัดสินใจเชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าเองมีแผนการที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรา ทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม คือ
ความคิดที่สงสัย และขาดความเชื่อ
2.ใจที่สับสน
ผมว่าสงสัยกับ สับสนนั้นเกี่ยวข้องกัน อาจจะเป็นพี่น้องฝาแฝดกันก็ได้
สับสนนั้นอาจจะมีความหมายในการเปลี่ยนไป เปลี่ยนมาโดยตลอด ตัดสินใจอะไรที่แน่นอนไม่ได้
คิดอย่างแต่ทำอีกอย่าง เคยหรือไม่ครับ ? ขาดความมั่นใจ
เมื่อผมเรียนที่มหาวิทยาลัย มีเรื่องสงสัย สับสนเล็กๆมาเล่าสู่กันฟังว่า ผมเดินไปที่ร้านอาหาร และคิดอยู่นานว่าจะทานอะไรดี
มันดูเหมือนยากมากๆ จะทานกระเพราะหมู ก็เบื่อ จะทานข้าวมันไก่ก็กลัวอ้วน เอ้าที่นี้ยังไงดี ???
เอาล่ะ ทานราดหน้าดีกว่า ระหว่างเดินไป เห็นอย่างอื่นก็ งงอีก
บางครั้งเราสับสนและตามมาด้วยการหาเหตุผล ในความหมายของสับสนคือ ทำการใคร่ครวญหาเหตุผล
บางครั้งสิ่งนี้เราอาจจะพยายามตีความวิเคราะห์ พระวจนะสิ่งที่พระเจ้าพูดว่าสมเหตุสมผลมั๊ย
และถ้าไม่สมเหตุสมผลของเราล่ะครับ เราจะเพิกเฉยมั๊ย
ซาตานต้องการแย่งชิงน้ำพระทัยของพระเจ้าไป นี่เป็นช่องทางโจมตีของซาตาน
ถ้าพระเจ้าให้เราทำบางสิ่งบางอย่าง แต่มันดูไม่เข้าท่าล่ะครับ มันดูไม่เหมาะสมล่ะ
มันไม่น่าเป็นไปได้ มันไม่ควรทำ เราคิดแบบนี้มั๊ย...
ผมอยากหนุนใจว่าพระเจ้าจะนำเราไปในที่ที่เหมาะสมเสมอๆ มาตรฐานของโลกเอง ความคิดของโลกเอง
ความสมเหตุสมผลของโลกเอง ต่างกันกับพระทัยของพระเจ้า
อย่าให้เราเอาความสับสนสงสัย มาคิดแทนพระเจ้า ถ้าเราต้องเสียสละอะไรไป ต้องแลกกับสิ่งที่เรารัก
ต้องเสียเวลา แลกกับความสุขสบายที่เรามี เราจะวิเคราะห์อย่างไร
1โครินธ์ 2:14-16 ในตอนหนึ่งพูดว่า แต่มนุษย์ฝ่ายวิญญาณวิจัยสิ่งสารพัดได้ แต่ไม่มีผู้ใดจะวิจัยคนนั้นได้
เพราะว่าใครเล่าจะรู้พระทัยของพระเจ้าเพื่อจะแนะนำสั่งสอนพระองค์ได้ แต่เราก็มีพระทัยพระคริสต์
NIV บอกว่า ผู้ปราศจากวิญญาณไม่อาจรับสิ่งที่มาจากพระวิญญาณ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องโง่เขลา และเข้าไม่
เข้าใจสิ่งเหล่านั้น (ลองอ่านดูนะครับ)
ความคิดของมนุษย์นั้น ชอบการดูสมเหตุสมผล มีที่มาและที่ไป มันจะให้ความรู้สึกที่ดี ถ้าเราเข้าใจอะไร คิดอะไรได้
แบบสมเหตุสมผล
3.นินทา ว่าร้าย
การนินทาว่าร้าย กล่าวโทษ หรือการตัดสิน
อย่ากล่าวโทษเขา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน มัทธิว 7:1
เราเองเคยกล่าวโทษกันหรือไม่ครับ ผู้ที่มีสิทธิ์ปรับโทษได้มีแต่พระเจ้าเท่านั้น เราเคยกล่าวโทษใครหรือไม่ ?
ถ้าแบบนั้นเราตั้งตัวเป็นพระเจ้าเสียเองหรือไม่ ?
ท่านเป็นใครเล่าจึงกล่าวโทษบ่าวของคนอื่น บ่าวคนนั้นจะดีหรือจะล่มจมก็สุดแต่นายของเขาและเขาก็จะได้ดีแน่นอน
เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฤทธิ์อาจให้เขาได้ดีได้
เราเองเป็นคนของพระเจ้า ถึงแม้เราจะมีผิดพลาด จะมีจุดออ่น พระเจ้าทำให้เราชอบธรรมได้
อย่าให้เราตัดสินซึ่งกันและกันเลย
แม้เราจะเคยนินทา หรือกล่าวโทษ สิ่งนี้ก็ไม่สามารถทำให้คนคนนั้นเปลี่ยนได้
และเค้าเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรานินทา ตัวเราเองก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยตัวเราเองเลย
เราต้องร่วมมือกันกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้พระองค์ทำการในเรา
และเราจะเปลี่ยนได้ยังไงล่ะ หัวใจหรือพระทัยของพระเจ้าเป็นแบบไหน
ให้เราดำเนินชีวิตด้วยความรัก ให้ความรักนั้นเป็นเกราะป้องกันเราจากการโจมตี
4.เพิกเฉย เฉยเมย
ในบริบทตอนนี้ พระวจนะของพระเจ้าเองได้เตือนให้เราตื่นตัว เฝ้าระวังอยู่เสมอๆ
1 เปโตร 5:8
ท่านทั้งหลายจงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำราม เที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกิน
ความหมายของเฉยเมย เพิกเฉย หมายถึง ความรู้สึกที่ขาดใจปรารถนา มีความเฉื่อยชา อุ่นๆ และเกียจคร้าน
บางครั้งเราอาจจะพยายามอ่านพระวจนะ ฟังคำสอน คำเทศนาต่างๆ แต่ไม่ทำะไรเลย
หัวใจแบบนี้เมื่อมีความคิดที่ไม่ถูกต้องเข้ามา บางครั้งก็จะไม่ต่อสู้เลย เราต้องป้อนความคิดที่ถูกจนเต็มเสมอ
เพื่อจะแย้งกันได้ ขอให้พระวิญญาณ เตือนเรา
บางครั้งผมเองมีความคิดเช่นว่า เมื่อมีความคิดผิดๆเข้ามา ก็แช่มันไว้ซะเฉยๆ เพราะเราคิดว่า
เราไม่ได้ทำก็ไม่เห็นจะต้องจัดการก็ได้
บาป 2 ชนิด
1.บาปที่เราลงมือกระทำ
2.ก็คือบาปเฉยเมยนี่แหละครับ
ขอเน้นอีกครั้งนะครับว่า บาปเฉยเมยคือ ไม่ยอมคิด หรือทำในสิ่งที่ถูกต้อง
เราอาจจะทำลายความสัมพันธ์อันดีโดยพูดแบบไม่ใช้ความคิด
ไม่ขอโทษ ไม่สารภาพ เฉยๆซะแบบนั้น
มีความคิดว่าตัวเองไม่ได้ททำอะไรผิด
เพราะคิดว่าไม่ได้ทำผิดอะไร
**เราอาจจะวิเคราะห์ถูก แต่สิ่งที่ทำนั้นผิด**
เราสามารถเอาชนะความเฉยเมยนี้ได้ โดยเอาชนะที่ความคิดก่อน
เรามีตะลันต์เรื่องไหนแต่เราไม่ทำ ความสามารถเราก็ไม่เติบโต
ยิ่งไม่อยากทำอะไร ก็จะมีความรู้สึกมากขึ้นไปเรื่อยๆ
เราอาจจะดูในพระคัมภีร์เรื่องของตะลันต์ คนที่ได้ตะลันต์เดียวเรียนนายว่า ข้าพเจ้ากลัวจึงเอาเงินไปซ่อนไว้ในดิน
มัทธิว 25:14-30
ผมขอนุญาติยกตัวอย่างเรื่องการออกกำลังกายนะครับ คนที่ไม่เคยวิ่งเลยนานๆ เมื่อวิ่งครั้งแรกจะรู้สึกทรมานมาก
แต่ถ้าผมอยู่เฉยๆก็ไม่รู้สึกทรมานใช่ไหมครับ
แต่สุขภาพจะไม่สมบูรณืเท่าออกกำลังกาย ตัวอย่างสั้นๆ ก็คือ ถ้าเรายังเฉยเมยก็ยิ่งแย่ลง
โรม 12:2
อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่
เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม
คริสเตียน และผู้เชื่อทุกคน แม้กระทั้งผู้ที่ไม่เชื่อ ต่างก็มีความต้องการปรารถนาชีวิตที่ดี
แต่ถ้าเราเอาแต่เฉยเมย แต่ก็อยากให้มีอะไรดีๆเกิดขึ้น....????
ผมเคยเฉยเมยเรื่องการอ่านพระวจนะ เพราะง่วงนอน เหนื่อย แต่เมยเราสลัดเนื้อหนังความขี้เกียจออก
ลุกมาอ่านตี 5 แรกๆ ทรมานนะครับ เพราะนอนดึกด้วย แรกๆ บางทีอ่านไปก็หลับ
แต่ผมหนุนใจว่าเราได้คืบคลานเข้าไปและยึดมันมาคืนทีละนิดๆแล้ว
พระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยเรา ขอบคุณพระเจ้าครับ
โรม 2:1
ผมเคยนั่งคิดเล่นๆว่า เวลาเรานินทาใครนั้น เอ...เขาก็ไม่ได้ยินนี่นา และใครล่ะที่ได้ยิน
เราเองทั้งนั้น ตั้งแต่โดนยัดเยียดความคิด รับมันไว้ เอามาประมวลผล
ใช้เหตุผลของโลก ใส่ความโกรธ ความอิจฉาหน่อยๆ และเปล่งเป็นเสียงออกมา
คนที่ได้ยินก็คือเราเอง น๊านนน..
ให้เราดำเนินชีวิตนี้โดยมีความคิดอย่างหัวใจของพระเยซู
แล้วเราเองจะได้ก้าวเข้าสู่มิติ แห่งการดำเนินชีวิตที่ใหม่ไปหมดทุกด้าน
5.ใจกระวนกระวาย ความกระวนกระวาย
พระคัมภีร์ที่พูดถึงความกระวนกระวาย เช่นใน
มัทธิว 6:25 ฟิลิปปี 4:6 1 เปโตร 5:7
จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย
กระวนกระวายคือรู้สึกอึดอัด และทุกข์ใจ เราเองไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดเลยในชีวิต จะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ให้เรา
เชื่อว่าพระเจ้าจัดเตรียมคุณภาพชีวิตของเราให้ยิ่งใหญ่พอ
ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่เราจะกระวนกระวาย ไม่มีอะไรดีขึ้นด้วย เหมือนเดิม หรือแย่ลง
บางครั้งเราก็กังวลเรื่องพรุ่งนี้
ละความกระวนกระวาบ "ละ"คือโยนทิ้งไป พระเจ้าเองรู้ถึงปัญหาของเราและพระองค์ก็รู้ถึงวิธีที่จะจัดการกับมันได้
ถ้าเรากระวนกระวายก็เท่ากับว่า เราพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวของเราเอง
เราเย่อหยิ่งหรือไม่ หลายคนยากที่จะยอมรับตรงนี้
อย่าเชื่อในโลกนี้ เพราะสติปัญญาของโลกนี้ต่ากับพระปัญญาของพระเจ้ามากนัก
พระเยซูบอกเราว่า เราได้มอบสันติสุขให้แก่ท่านทั้งหลายแล้ว สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้
ยอห์น 14:27
เราจะพบเจอสันติสุขที่พระเยซูบอกเราตอนไหน ตอนเจอพายุร้าย พระเยซูไม่ได้มาเพื่อจะทำให้ความลำบากหมดไปจากเรา
แต่เราจะมีวิธีการใหม่ๆเพื่อให้เรารับมือกับพายุที่ถาโถมาได้
จงแบกแอกแล้วเรียนจากพระเยซูคริสต์
มัทธิว 11:29
พระเยซูไม่เคยกังวล เราเองก็ไม่ต้องกังวล หรือกระวนกระวายใจ
เมื่อเราเจอกับสถานการณ์ หรือมีความกระวนกระวายใจ เราจะพบวิธีการใหม่ๆที่จะรับมือได้โดยพระเยซูคริสต์
ktm.worship
ชัยชนะเหนือความคิด
ชัยชนะเหนือความคิด
เมื่อได้อ่านหนังสือ สนามรบในความคิดทำให้มีความรู้สึกเลยว่า แท้จริงแล้ว
ความคิดของเราเองนี่แหละที่เราต้องต่อสู้
ใน 2 โครินธ์ 10:4-5
เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า
อาจทำลายป้อมได้
คือทำลายความคิดที่เหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้น
ขัดขวางความรู้ของพระเจ้าและน้อมนำความคิดทุกประการ ให้เข้าอยู่ใต้บัง
คับจนถึงรับฟังพระคริสตร์
จริงอยู่ครับที่ว่า พระเจ้าให้มนุษย์มีความคิดที่อิสระ เรามีอิสระในการที่จะคิด
แต่เราเองก็ต้องมีความระวังในเรื่องที่เราจะคิดด้วย เพราะความคิดของเรานั้น
เร็วมากๆ
สุภาษิต 23:7 บอกไว้ว่าเมื่อเราคิดยังไงในใจ เราเองก็จะเป็นแบบนั้น
เราเลือกที่จะคิดแบบไหน ?
นี่เองเป็นอุปสรรค ที่ทำให้ชีวิตเราไปไม่ถึงเป้าหมายจุดหมาย ที่พระเจ้าได้
ประทานให้กับเรา
จิตใจความคิดของเราก็เปรียบเสมือนทูตที่คอยนำเราไปข้างหน้า
วันๆหนึ่งเราปักใจอยู่กับสิ่งใด โรม 8:5
ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า
ถ้าเราปักใจอยู่กับเนื้อหนัง เราเองก็ได้อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง
แต่คนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ ก็สนใจในสิ่งซึ่ง
เป็นของพระวิญญาณ
เมื่อเราคิดและกระทำการใดออกมา การกระทำของเราที่ได้แสดงออกมานั้น
ก็เป็นผลจากความคิดของเราก่อนนั่นเอง
ขอหนุนใจว่า ถ้าเราคิดในแง่ลบ ชีวิตของเราก็จะเป็นแบบนั้น
เพราะเหตุนี้ เราเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความคิดเลย
เราเองต้องให้ความสำคัญกับความคิดให้มาขึ้น
เราเคยได้ยินบ่อยๆว่าเพียงแค่คิดก็บาปแล้ว ซาตานเองพยายามอย่างเต็มที่
เพื่อยัดเยียดความคิดผิดๆให้กับเรา
แต่..เราสามารถเลือกได้ เลือกที่จะเอาหรือไม่เอา รับหรือไม่รับ
และเราต้องเรียนรู้และเข้าใจว่า ความคิดแบบไหนเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า
เราจะหาได้จากที่ไหนล่ะ ? ก็พระวจนะยังไงล่ะครับ
พระเจ้าเองใช้ และดลใจผู้เขียนหลายๆคนได้บันทึก และทุกถ้อยคำล้วนมาจากพระเจ้า
แต่คริสเตียน (บางคน)กลับคิดว่า
-ทำไมต้องบังคับ ให้อ่านพระคัมภีร์
-การอ่านพระคัมภีร์เป็นภาระอันหนักอึ้งของเรา
-น่าเบื่อและน่าง่วงนอน
-อ้างว่าไม่มีเวลาเป็นต้น
เชื่อพระเจ้าก็รอดแล้ว จะอ่านพระคัมภีร์ไปทำไม ?
เป็นคริสเตียนนี่ยุ่งยากจริงๆ
แต่การอ่านพระคัมภีร์ไม่ได้ทำให้เรามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ และพ้นความยากลำบาก
แต่เพื่อให้เราได้รู้จักและเข้าใกล้ชิด สนิทสนมกับพระเจ้าที่สมบูรณ์แบบ
ยอห์น 15:4-5
พระวจนะที่บอกว่า จงเข้าสนิทอยู่ในเรา...
ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นต้องรู้จักพระวจนะของพระเจ้า ให้ดีพอเพื่อจะได้
สามารถเปรียบเทียบความคิดต่างๆที่เข้ามาได้
เพื่อรู้ว่าความคิดที่เข้ามานั้นเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าหรือไม่ จะได้รู้ว่าความคิดไหน
กำลังยกตัวขึ้น เพื่อรู้ทันและกำจัดมันออกไป
1.สงครามในความคิด
คริสเตียนบางคนไม่ชอบสงคราม หลายครั้ง ที่ผมได้ยินเค้าพูดถึง ว่าทำไมคริสตจักร
ต้องประกาศสงคราม รบกับฝ่ายวิญญาณ เราอยู่อย่างสันติไม่ได้เชียวหรือ ?
อย่าไปยุ่งกันเลย พระเจ้าจะจัดการเอง
เอเฟซัส 6:12 ได้บอกเราว่า
เพราะเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง
ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพ ในโมหะความมืด แห่งโลกนี้ ต่อสู้กับ
เหล่าวิญญาณชั่วในสถานฟ้าอากาศ
เราเองจึงอยู่ในสงสรามตลอดเวลา สงครามในความคิดที่มารพยายามยัดเยียดให้กับเรา
ศัตรูของเราคือ ซาตาน นั่นเอง
ซาตานเองพยายามเพื่อให้เราพ่ายแพ้ไปด้วยกับมัน โดย อุบาย กลลวงต่างๆ
และมันเป็นนักวางแผนชั้นยอด
ในพระคัมภีร์ ยอห์น ได้เรียกมันว่า พ่อของการมุสา
พระเยซูเรียกมันว่าผู้มุสา
เรื่องอะไรที่ไม่จริงเกี่ยวกับตัวเรา การกล่าวโทษ โทษตัวเอง
ดูถูกตัวเอง ความคิดผิดๆ ให้นินทาคนอื่น ใส่ร้ายคนอื่น
ตัดสินคนอื่น
มารจะไม่โกหกทั้งหมด และมีความจริงเล็กน้อยเพื่อเป็นเหตุผลของมนุษย์
อย่าให้เราตั้งอยู่ในความประมาท มารเองคอยศึกษาเราแต่ละคน และ
คอยเฝ้าจับตาเรามาโดยตลอด รู้ถึงอารมณ์และจุดอ่อนของเรา
มันอยู่มาก่อนที่จะมีมนุษย์เสียอีก
การเป็นคริสเตียนมา 10 ปี บางครั้งทำไมนิสัยเก่าๆ เดิมๆยังมีอยู่
-เรายังนินทา เพื่อนบ้าน
-เรายังมีอารมณ์ที่รุนแรง
-เรายังพูดหยาบคาย อยู่
เราเองก็ไม่ต่างจากโลกนี้เลย
โรม 12:2
อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลง
จิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อนท่านจะได้
ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบ
พระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม
ยอห์น 8:31 32
ได้บอกว่าสัจจะจะทำให้เราเป็นทัย เมื่อเราอยู่ในพระองค์
อาวุธของเราคือ พระวจนะ คำเทศนา
2.คิดแบบไหนก็เป็นแบบนั้น
ในใจคิดยังไงก็เป็นแบบนั้น สุภาษิตบอกไว้
ความคิดเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก และมีพลังอย่างมากด้วย
ความคิดเป็นจุดเริ่มต้นเราก็ควรคิดอย่างถูกต้อง คิดให้มีความสัม
พันธ์ และสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า
ความคิดที่ถูกต้องนั้น
เราจะปักใจในเนื้อหนัง หรือสนใจปักใจในพระวิญญาณ
-หลายครั้งเราสับสน
-หลายครั้งเราสงสารตัวเอง
-หลายครั้งเราปักใจกับวัตถุฝ่ายโลก รถ บ้าน เงินทอง
ไม่ผิดครับที่เรามีความต้องการสิ่งเหล่านี้ แต่เราต้องการเพื่อสนองสิ่งใดต่างหาก
อย่าให้สิ่งนั้นเป็นรูปเคารพในใจเราเลย
(คำนี้ทำให้คริสเตียนที่ไม่ยอมรับ เจ็บปวดมามาก .. ไม่ควรใช้คำนี้ตรงๆนะครับ)
ถ้าเรากำลังมีความคิดแบบนั้น เราก็กำลังเดิน แะใช้ชีวิตอยู่ในสภาพของเนื้อหนัง
หนุนใจนะครับให้เรามีความมุ่งมั่น คือมุ่งมั่นในพระวิญญาณ
เราไม่สามารถอาศัย แรงกำลังของตัวเราเองได้
ปีนี้ (5770) เป็นปีแห่งดวงตา ที่พระเจ้าเฝ้ามองเรา
ตัวอักษร Ayin ของฮีบรู ลักษณะคล้ายแขนที่เหยีดออก และ
การช่วยเหลือของพระเจ้าจะมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อผมตั้งใจว่าจะอ่านพระคัมภีร์ให้จบ ทุกครั้งจะมีอุปสรรค
ผมพยายามมากเท่าไรก็มีแต่เหนื่อย ง่วงนอน มีธุระ หลายๆอย่าง
อย่าให้เราพยายามด้วยกำลังเลยครับ
เศคาริยาห์ 4:6
มิใช่ด้วยกำลัง มิใช่ด้วยฤทธานุภาพ แต่ด้วยพระวิญญาณของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ
ความคิดของเราก็คือผลของมัน ความคิดออกผลได้ คิดไม่ดีผลก็เลว คิดดีผลด็ดี
มัทธิว 12:33 บอกว่า
ต้นดีผลก็ดี ต้นเลวผลก็เลวด้วย
3.คิดดี คิดบวก
ความคิดนั้น ถ้าเราคิดในแง่บวก ชีวิตของเราจะเต็มไปด้วยความเชื่อ และ
ความหวัง
อาจจะขัดกับความเป็นจริง ซึ่ง ในสถานการณ์ของโลกมันเป็นไปไม่ได้เลย
จะคิดในมุมบวกได้อย่างไร แต่นั่นคือความคิดมุมมองของโลก
ขอให้มีความเชื่อและความหวัง
เคยมั๊ยครับที่เราเจอสถานการณ์เลวร้าย
ตายแน่ๆ ! ซวยแน่ๆ! แย่แน่ๆ! งานเข้าอะไรประมาณนี้
การคิดในแง่บวกไม่ใช่การโกหกตัวเอง หรือพยายามใช้เหตุผล หรือวิเคาระสถานการณ์เพื่อ
ตัวเอง แต่ด้วยความเชื่อ อ.เปาโลบอกเราว่า "เมื่อใดที่เราอ่อนแอ เมื่อนั้นเราจะเข้มแข็ง"
เราอาจจะมีความกลัวที่เราจะหมดหวัง เจ็บจนไม่กล้าหวังอีก
นำเราไปสู่ความคิดแง่ลบ
พระเจ้าเองมีด้านบวกกับเราเสมอ พระองค์หวังในการเปลี่ยนแปลงของเรา แม้จะผิดหวัง
กับเราซ้ำแล้ว ซ้ำอีก
ให้เราฝึกเป็นคนคิดในแง่สร้างสรรค์ กับสถานการณ์ต่างๆในชีวิต คาดหวังในสิ่ง
ที่พระเจ้ากระทำ
เมื่อวันหนึ่ง ผมกำลังจะขับรถออกไปข้างนอกเพื่อทำธุระ แต่เมื่อสตาร์ทรถ
โอว ไม่ๆๆ รถสตาร์ทไม่ติด เอาตอนนี้ สิ่งที่ผมตอบสนองในตอนนั้นคือ
บ่นออกมา อะไรวะ ซวยจริงๆ ระเบิดอารมณ์ออกมา (หลายท่านอาจจะคล้ายกัน)
เมื่อยู่ในสถานการณ์นั้นๆคนเดียว
สุดท้ายผมขาดสันติสุขตลอดทั้งวัน พาลคนรอบข้าง ไปซะเลย
แต่สถานการณ์เดียวกันอีกครั้งล่ะ มีคำๆหนึ่งแล่นเข้ามาจากการเฝ้าเดียวตอนเช้า
และการอ่านพระคัมภีร์ "จงขอบคุณในทุกกรณี"
ผมเถียงพระเจ้าว่า ตอนนี้ด้วยหรือ สถานการณ์แบบนี้หรือ ? ใช่ ความรู้สึกนั้นบอก
จงขอบพระคุณในทุกกรณี แม้ในเวลาหรือสถานการณ์ที่เรายากที่จะขอบพระคุณ
คิดในแง่บวก มุมบวกว่า ขอบคุณพระเจ้าที่รถไม่ไปเสียข้างนอก
วันนี้พระเจ้าอาจจะอยากให้เราได้พักผ่อน อยู่บ้านแบบมีความสุขก็ได้
หรือซ่อมก่อนแล้วค่อยไป
ครับ อารมณ์เสียไม่ได้ช่วยให้สถานการ์ดีขึ้น แต่ทำให้แย่ลง
อ.เปาโลบอกว่า
ท่านให้เราเตรียมพร้อมปรับตัวเข้ากับสถานการณ์แวดล้อม เพื่อว่าเมื่อเราวางแผนอะไรไป
จะได้ไม่หมดหวัง ถ้าแผนไม่เป็นแบบที่เราคิดวางไว้
คนที่คิดในแง่บวก ก็ปรับตัวเองและ ยอมรับเหตุการณ์นันๆได้อย่างมีสันติสุข มีความสุข
แม้เหตุการณ์นั้นจะคับขัน หรือแย่เพียงไร
แต่คนที่คิดในแง่ลบ
จะไม่พอใจในสถานการณ์เดียวกันนั้นๆ
2โครินธ์ 5:17
เหตุฉะนั้นผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดเก่าๆก็ล่วงไป นี่แหนะ
กลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น
ให้เรายอมรับความจริง และกลับใจที่ต้องการจะเปลี่ยนใหม่ พระวิญญาณจะคอยช่วยเราเตือนเรา
เพราะพระวิญญาณรับรู้ถึงความบาปนั่นเอง
ผมประทับใจอับราฮัม ที่มีความคิดในแง่บวก
เมื่อเขาดูสังขารตัวเอง อายุที่มากแล้ว เหมือนคนที่ได้ตายไปแล้ว ซาราห์เองก็เช่นกัน
มีเหตุผลใดครับ ทฤษฎีใดครับ ที่จะทำให้เขาทั้งสองมีความหวังได้
แต่อับราฮัม เชื่อ และรอคอยด้วยความหวัง
เราเองจะเปิดประตูเพื่อให้มารแทรกตัวเข้ามา โดยการที่เราคิดในแง่ลบต่อไป
หรือเราจะเลือกขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี ทุกสถานการณ์
พระเจ้าเองมีข้อสอบให้เราที่จะผ่านสิ่งนี้ไปให้ได้ เราจะผ่านได้หรือไม่ ?
เราต้องฝ่าไปและคว้าเอาแผ่นดินของพระเจ้า ที่เรามองเห็นเหมือนอิสราเอล
ที่มองเห็น คานาอ ัน ที่พระเจ้าสัญญาไว้ แต่คว้าเอาไว้ไม่ได้ในรุ่นนั้น !
ให้เราก้าวออกมาจากถิ่นทุรกันดารที่มีแต่ความคิดในแง่ลบ ความคิด
ผิดๆ ความคิดแย่ๆ ขาดความเชื่อในพระเจ้า และหันไปหารูปเคารพ
เราพร้อมจะเดินอกจากภูเขาลูกเดิมมั๊ย ...
40 ปีในถิ่นทุรกันดารมันนานพอแล้ว เวลาที่ผ่านมาเรคิดในแง่ลบๆมานานพอหรือยัง ?
จงคาดหวังที่จะได้เห็นการอัศจรรย์เกิดขึ้นในชีวิตของเรา
ปัญหาเราใหญ่เพราะเรามองที่ตัวเราเอง เราเอาตัวเองไปเปรียบ
เช่นวัตถุอะไรที่ใหญ่กว่าเรา เราก็ว่า อู้หู๋ใหญ่จัง
แต่สำหรับพระเจ้าทุกอย่างเล็กไปหมด เพราะพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่
ขอบคุณพระเจ้า อาเมน
ktm.worship
สุหนัตแท้
สุหนัตแท้
26 มีนาคม 2010
สุหนัต คือ การตัดหนังหุ้มปลายองคชาติ
(ปลายอวัยวะเพศชาย)
ประโยชน์ของการเข้าสุหนัตคือ
ทางการแพทย์เพื่อความสะอาด และผลวิจัยว่าลดการติดเชื้อ HIV ได้ 60%
ในสมัยพระคัมภีร์เดิมนั้น
มีเรื่องสุหนัตตั้งแต่ปฐมกาล
ในสมัยของอับราฮัม
เมื่อพระเจ้ามีบัญชาให้
ประชากรของพระองค์เข้าสุหนัตเพื่อเป็น สัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาของพระองค์
ปฐมกาล 17:9 พระเจ้าให้เข้า สุหนัต
โดยตัดหนังหุ้มปลายองคชาติของเจ้าโดยหินมีคม
โดยผู้ชายที่มีอายุ 8 วันต้องเข้าสุหนัต
ไม่ว่าจะเป็นคนในบ้านทุกคน หรือคนที่ซื้อมา
พระเจ้าตรัสว่า
เพื่อพันธสัญญาของพระองค์จะอยู่ในเนื้อของเรา เป็นพันธสัญญา
นิรันดร์
ผู้ไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกขับออก เพราะพระเจ้าถือว่าละเมิดพันธสัญญา
กับพระองค์
แม้ในยุคสมัยของ โมเสสเอง
พระเจ้าก็ตรัสสั่งในเรื่องของการเข้าสุหนัต
เลวีนิติ 12 การชำระตนหลังคลอด
บัญญัติ 1 ในหลายๆข้อ
พระเจ้าได้พูดถึงการเข้าสุหนัต เด็กที่เกิดมา 8 วันต้องทำการเข้าสุหนัต
จะสังเกตได้ว่าพระเจ้าประทาน บัญญัติ
และมีคำสั่งให้ประชากรของพระองค์เข้าสุหนัต
ย้อนไปใน อพยพ 12:43,48
ก่อนที่จะอพยพออกมาจากอียิปต์
พระเจ้าได้ตรัสกับโมเสส และ อาโรน ถึงระเบียบ
ของพิธีปัสกา
คือห้ามชาวต่างชาติกินเนื้อลูกแกะปัสกา แต่ทาสที่วื้อมาและเข้าสุหนัตแล้วกินได้
หรือคนต่างด้าวที่อยากร่วมปัส กา
ก็ให้ผู้ชายในครัวเรือนทุกคนเข้าสุหนัต
เราเห็นได้ว่า พระเจ้าสงวนสิทธิ์นี้ให้ชนชาติอิสราเอล
ของพระองค์โดยเฉพาะ
เราเองจึงจำเป็นต้องมีเครื่อง
หมายของพระเจ้าบนตัวเรา อพยพ 4:4-26
ก่อนโมเสสจะปลดปล่อยอิสราเอล
จากชาวอียิปต์ ในเวลานั้นเขาก็ยังไม่พร้อม
พระคัมภีร์ฉบับ NIV บันทึกว่า
พระเจ้าจะเสด็จมาประหารชีวิตโมเสส แต่ NIV บอกว่า ลูกชายของโมเสส
เพราะบุตรของโมเสส เกอร์โชม ยังไม่เข้าสุหนัต
แต่นางศิปปาห์ เอามีดเฉือนหนังหุ้มปลาย
อวัยวะเพศ
ไปแตะเท้าของโมเสส
เหตุนี้เองพระเจ้าจึงละไป
มองได้ 2 ประเด็น ผมไม่แน่ใจ
-โมเสสเป็นฮีบรูเข้า สุหนัตแล้ว
แต่เกอร์โชมบุตรชายเป็นมีเดียนไม่ได้เข้าสุหนัต
โมเสสถูกเลี้ยงในอียิปต์จึง
ไม่เคร่งครัดพระเจ้าจึงไม่พอพระทัย
-หรือพระเจ้าจะประหาร เกอร์โชม
เพราะไม่ได้เข้าสุหนัต เพราะบัญญัติขิงพระองค์คือทุกคน และทั้งครอบครัว
แต่เกอร์โชมรอด เพราะเอาหนังหุ้มปลาย ไปแตะเท้าของโมเสส
เหตุนี้เองเราจึงควรมีเครื่องหมายของพระเจ้า
ดูในโยชูวา 5
พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า
จงลับหินเป็นมีด เพื่อเข้าสุหนัตให้ ชนชาติอิสราเอล
เนื่องจากคนที่เกิดในถิ่น กันดาร
ระหว่างเดินทางจากอียิปต์ ยังไม่เข้าสุหนัต
(การเร่ร่อน
ของอียิปต์ผู้ชายที่อยู่ในวัยออกรบได้ ตายหมดแล้ว)
โยชูวาจึงทำพิธีเข้าสุหนัตให้
บุตรชายของอิสราเอลที่โต พอที่จะแทนบิดาของตน
หลังจากเข้าสุหนัตแล้ว
ก็พักอยู่ในค่ายจนหายเป็นปกติ
พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า
พระองค์ได้กลิ้งความอัปยศแห่งอียิปต์
ออกไปพ้นจากเจ้าแล้ว
(หลังจากนั้นก็ยึดเยรีโคได้)
ชายอิสราเอลต้องทำพิธีเข้า สุหนัต
เพื่อเป็นเครื่องหมาย ของพันธสัญญา
ระหว่างเขาและพระเจ้า
แต่พิธีเข้าสุหนัตไม่ได้มีการปฏิบัติ ในระหว่างการอพยพในถิ่นทุรกันดาร
เมื่ออิสราเอลเตรียมที่จะทำ
สงครามกับชาติต่างๆของคานาอัน พระเจ้าจึงบัญชา
ให้เขาเข้าสุหนัต
แต่ในปัจจุบันนี้
เราเองเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู เราต้องเข้าสุหนัตเนื้อหนัง
ไม่เคลื่อนไหวต่อหน้าศัตรูของเรา
………………………………………………………………………………………………………
เราเองจึงต้องมีเครื่องหมาย
ของการเปลี่ยนแปลง ในชีวิตของเรา ในฐานะผู้เชื่อ
เราเองไม่ได้เข้าสุหนัตเนื้อ หนัง
แต่เราต้องรับการเข้าสุหนัตจิตใจ (โคโลสี 2:11)
การเข้าสุหนัตแท้ เป็นฝ่ายวิญญาณ
จิตใจแทนที่จะเป็นเนื้อหนัง เราเองจะมีลักษณะการพูดจา
และชีวิตที่แตกต่างออกไป
ชีวิตเราจะแสดงเครื่องหมายของ
การเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเครื่องหมายของพันธสัญญา
ของเรากับพระเจ้า
โรม 2: 28-29
ชีวิตของเราต้องแสดงเครื่อง
หมายของการเปลี่ยนแปลง
อย่ากลัว มีด
แห่งพระวจนะของพระเจ้าขณะที่กำลังทำเครื่องหมายในชีวิตของเรา
ตำหนิของอียิปต์ คือความบาป
จะต้องถูกนำออกไป เมื่อพระเจ้าเฉือนบางสิ่งบางอย่างออกไป
เรายอม มั๊ย
ขณะที่เรากำลังอยู่ในพื้นที่ ของศัตรู
เราเองต้องรู้ตัวเองว่า เราไม่สามารถต่อสู้ด้วยเนื้อหนังได้
เราต้องวางใจในฤทธิ์อำนาจของ พระเจ้า
ให้พระเจ้าครอบครองความอ่อนแอของเนื้อหนังของเรา
การเข้าสุหนัตใจมี 2 ส่วน
-เฉลยธรรมบัญญัติ 30:6 NIV
พระเจ้าทรงเปลี่ยนเรา
แต่เราต้องรับผิดชอบในการเข้าสุหนัต
-เยเรมีห์ 4:4
ชำระตัวเองจากความโสมมของ เนื้อหนัง
เราไม่สามารถทำส่วนของเรา
จนกว่าพะเจ้าจะทำส่วนของพระองค์
สุหนัตตอนนี้จึงไม่ใช่สุหนัต เนื้อหนัง
ไม่ได้หมายความว่าจะลบล้าง
ธรรมบัญญัติของพระเจ้า
พระเยซูเองพระเองก็บอกว่า
เราไม่ได้มาเพื่อลบล้างธรรมบัญญัติเดิม
แต่มาทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
พระองค์รู้ดีว่าเราเองไม่
สามารถจะพึ่งพาเนื้อหนังของเราได้ แม้กายจะทำสัญญากับพระเจ้า
แต่ใจภายในก็ไม่แตกต่างหรือมี
อะไรเปลี่ยนแปลงเลย
โคโลสี 2:11
เหตุนี้พระเยซูเอง ในพระองค์นั้น
ท่านได้รับพิธีเข้าสุหนัตที่มือมนุษย์ไม่ได้กระทำ
โดยที่ท่านได้สละกายเนื้อหนัง
เสียในการเข้าสุหนัต แห่งพระคริสต์
โคโลสี 2:11-15
เราเห็นได้ว่าพระคัมภีร์เดิมนั้นเป็นเงาของพระคัมภีร์ใหม่
พระคัมภีร์เดิมจะชี้ไปยังพระเยซูอยู่เสมอ
-ในปัสกาลูกแกะต้องถูก ฆ่า อพยพ 12:3-6
แสดง ถึงการถวายพระเยซูเป็นเครื่องบูชา
เมษโปดกของพระเจ้า
ผู้รับความผิดบาปของโลกไปเสีย
1 ยอห์น 1:29 1 โครินธ์ 5:7
หรือ
สัตว์ที่มาเป็นเครื่องบูชาต้องไม่มีตำหนิ ชี้ให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบในพระคริสต์
อพยพ 12:5 1 เปโตร 1:19
พระองค์ ได้ทรงหลั่งเลือด
ต้อเจอกับความเจ็บปวดและความทรมานบนไม้กางเขน
ต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
บทบัญญัติระบุว่าให้ชำระทุก
สิ่งด้วยเลือด และถ้าไม่มีการหลั่งเลือด ก็ไม่มีการอภัยบาป
พระองค์จึงทรงเสด็จเข้าไปในวิ
สุทธิสถานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
และพระองค์ไม่ได้นำเลือดแพะ
และเลือดลูกวัวเข้าไป
แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์ เองเข้าไป
และทรง
สำเร็จการไถ่บาปชั่วนิรันดร์
ฮีบรู 9:12
เราเองก็มีส่วนใน การครั้งนี้ด้วย
ในโณม 2:28-29
การเป็นยิวแท้ไม่ใช่แค่ภายนอก
สุหนัตแท้ก็เป็นเรื่องของจิตใจ
กาลาเทีย 6:11-15
คนที่รับ การเข้าสุหนัตแท้
สุหนัตฝ่ายวิญญาณ
จะมี ลักษณะบางประการ ในฟิลิปปี3
-นมัสการด้วยจิตวิญญาณ และความจริง
บังเกิด ใหม่ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
-อวดพระเยซูคริสต์
นอกนั้นไม่มีอะไรน่าอวดในเนื้อหนัง
-ไม่วางใจในเนื้อหนัง เพราะไม่มีอะไรน่าวางใจ
ความหมายของเนื้อหนังคือ ชีวิตเก่า
นิสัยเก่า
นิสัยที่ไม่ได้รับการทรงนำจาก
พระวิญญาณบริสุทธิ์
การพยายาม
กระเสือกกระสนด้วยตัวเองก็คือเนื้อหนัง
จิตวิญญาณเป็นสิ่งมีชีวิต
ส่วนเนื้อหนังไม่มีประโยชน์อันใด
ยอห์น 6:63
อ เปาโล
เองก็ไม่เห็นด้วยที่บังคับให้ผู้เชื่อในพระเยซู เข้าสุหนัต
เพราะเหมือนกับเอาพระคุณกับ
บาปมาปะปนกับธรรมบัญญัติ
สำหรับคนที่เชื่อนั้น
การกระทำเช่นนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย
การเข้าสุหนัตเป็นเครื่องหมาย
แห่งการเชื่อฟัง ฉะนั้นเมื่อเข้าสุหนัตแล้วไม่เชื่อฟังพระเจ้า
จึงไม่ดีกว่าคนที่ไม่เข้า สุหนัต
คือเข้าสุหนัตฝ่ายเนื้อหนัง แต่ไม่เข้าสุหนัตฝ่ายจิตใจ
พระเจ้าพอพระทัยคนที่เชื่อฟัง
ktm.worship
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
บัญญัติ 10 ประการ ในพันธสัญญาใหม่ ในบัญญัติ 10 ประการนั้น หลายคนบอกว่าธรรมบัญญัติเดิมจบไปแล้ว พระเยซูมาทำแทนแล้ว เราไม่ต้องทำแล้ว แต่...
-
อักษรฮีบรู Chet (เฆท) chet เป็นตัวอักษรฮีบรูที่มีค่าเท่ากับ 8 ตัวอักษร ח Chet ออกเสียงว่า "khhet" ด้วยเสียงที่ออกมาจากลำคอ ภ...
-
รื้อฟื้นการนมัสการแบบดาวิด ภายในคุณขึ้นมาใหม่ ถ้าเราพูดถึงการนมัสการและการสรรเสริญ แน่นอนเลยทีเดียว หลายคนชอบการนมัสการอย่างมาก แต่จะมี...



